สหรัฐอเมริกาแสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อการขยายอิทธิพลของสาธารณรัฐประชาชนจีนในภูมิภาคอเมริกาใต้ หลังจากที่สาธารณรัฐปานามาตัดสินใจถอนตัวออกจากโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของจีนในการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
ปานามาเปลี่ยนทิศทางความร่วมมือ
การตัดสินใจของปานามาในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ โดยรัฐบาลปานามาได้ประกาศยุติการเข้าร่วมโครงการ BRI และหันไปเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับวอชิงตัน การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจโลกในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอิทธิพลในละตินอเมริกา
ปฏิกิริยาจากสหรัฐฯ
ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ต้อนรับการตัดสินใจของปานามา โดยระบุว่าเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศในภูมิภาคที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของตน พร้อมทั้งย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะสนับสนุนปานามาและประเทศอื่นๆ ในอเมริกาใต้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่โปร่งใสและยั่งยืน หลีกเลี่ยงการตกเป็นหนี้สินที่มากเกินไปจากโครงการของจีน
จีนมองต่างมุม
ด้านจีนได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของปานามา โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า การถอนตัวของปานามาจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งย้ำว่าโครงการ BRI เป็นโครงการที่เปิดกว้างและโปร่งใส มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศที่เข้าร่วม
ผลกระทบต่อภูมิภาค
การถอนตัวของปานามาอาจส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ในอเมริกาใต้ทบทวนความร่วมมือกับจีนอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินจากการกู้ยืมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้กรอบ BRI นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวของปานามาอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ กลับมามีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคนี้ หลังจากที่จีนได้ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ปานามาเป็นประเทศแรกในอเมริกากลางที่เข้าร่วม BRI ในปี 2560 และการถอนตัวในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ขณะที่สหรัฐฯ และจีนยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำในเวทีโลก



