แม่ทัพภาค 4 กับคำพูดสะเทือนใจ ปมสังหาร สส.กมลศักดิ์ และบทบาท กอ.รมน. ในพื้นที่ชายแดนใต้
แม่ทัพภาค 4 คำพูดสะเทือนใจ ปมสังหาร สส.กมลศักดิ์ (15.04.2026)

"ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ" คำแถลงแบบมีปิดไมค์ส่วนตัวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า กำลังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมไทย เนื่องจากสามารถตีความได้ว่า หากคนในหน่วยงาน รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าลงมือจริง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชาติ เขต 5 นราธิวาส ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อเช้ามืดวันที่ 10 มีนาคม 2569 ขณะนั่งในรถยนต์ใกล้บ้านพักที่อำเภอบาเจาะ ย่อมไม่มีทางรอดชีวิตแน่นอน

คำพูดที่สะท้อนความกดดันและความรับผิดชอบ

บุคคลระดับแม่ทัพภาค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดในพื้นที่อ่อนไหวอย่างชายแดนใต้ ควรต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันและความจำเป็นในการปกป้องเกียรติภูมิของทหารและหน่วยงาน เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะในการลอบสังหารเป็นของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การที่รถยนต์ของหน่วยงานถูกนำมาใช้ในเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ ไม่ได้หมายความว่า รมน.ภาค 4 ถูกกล่าวหาว่าบงการหรืออยู่เบื้องหลังการสังหารโดยตรง แม้ว่าจะมีเสียงบางส่วนที่อาจตีความไปในทิศทางนั้น

กระบวนการยุติธรรมและบทบาทของ รมน.

ในส่วนของคดีลอบสังหาร เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะเดียวกัน รมน.ภาค 4 ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบและขยายผลภายในหน่วยงานเพื่อสร้างความกระจ่างและความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนด้วยเช่นกัน สิ่งนี้สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของประชาชนในการทำสำนวนคดีของตำรวจ โดยเฉพาะเมื่อคู่กรณีบางส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลในฝ่ายกองทัพที่ดูแลด้านความมั่นคงในพื้นที่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตรงจุดนี้เองที่ผู้อำนวยการ รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ควรแสดงบทบาทเป็นผู้นำที่สามารถพึ่งพาได้ในเรื่องความเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย แทนที่จะใช้ถ้อยคำที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความเข้าใจผิด ต้องไม่ลืมว่า นายกมลศักดิ์ เป็นหนึ่งในสามทนายความชื่อดังด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในคดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน ก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลูกความส่วนใหญ่ของเขาจึงเป็นคนในพื้นที่และมีคดีความเกี่ยวข้องกับภาครัฐและหน่วยงานราชการ

เป้าหมายและความเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการ

เมื่อถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงครามในลักษณะที่ "หวังให้ตาย" เช่นนี้ เป้าหมายหลักที่ต้องสงสัยจึงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่ารถยนต์ที่ใช้ในเหตุการณ์เป็นของ รมน.ภาค 4 ซึ่งทำให้เกิดภาพประติดประต่อที่ชัดเจนขึ้น แม้ว่าความจริงอาจไม่ใช่คนใน รมน.ภาค 4 ที่ลงมือโดยตรง แต่หากมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบุคคลในหน่วยงานจนสามารถขอยืมใช้รถยนต์ของหน่วยงานได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพื้นที่ แม่ทัพภาคที่ 4 ย่อมไม่สามารถปัดความรับผิดชอบออกไปได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับสายงานที่เชื่อมต่อถึงผู้บัญชาการทหารบกหรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ รมน.โดยตำแหน่ง ซึ่งล้วนมีภาระหน้าที่ต้องตอบหรือชี้แจงปมเรื่องนี้ต่อสาธารณชนให้กระจ่าง

บทบาทและความจำเป็นของ กอ.รมน. ในยุคปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ยังอาจขยายผลไปสู่การถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของ กอ.รมน. ว่ายังมีความจำเป็นต้องดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งในอดีต กอ.รมน. มีจุดเริ่มต้นจากการตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2508 ในชื่อกองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (บก.ปค.) ก่อนจะยกเป็นกองอำนวยการ (กค.ปค.) และเปลี่ยนเป็น กอ.รมน. ในปี 2516

ภารกิจหลักในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้สิ้นสุดลงนานกว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่หลังยุคสงครามเย็น แต่หน่วยงานนี้ยังคงดำรงอยู่และถูกมองว่าเป็น "องค์กรหลงยุค" ในสายตาของหลายฝ่าย ทั้งยังมีภารกิจ อำนาจหน้าที่ และงบประมาณที่แผ่ขยายและซ้ำซ้อนกับหน่วยราชการอื่นๆ จนมีลักษณะคล้ายกับ "รัฐซ้อนรัฐ" โดยประมาณการว่ามีบุคคลในสังกัด กอ.รมน. 5,000–6,000 คนทั่วประเทศ มีอาสาสมัครความมั่นคงภายในอีก 500,000–600,000 คน และมีบุคคลอยู่ในเครือข่ายอีกจำนวนหนึ่ง

ปัจจุบัน ภารกิจสำคัญของ กอ.รมน. คือการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยงบประมาณในปี 2569 มีจำนวนรวม 1,475 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมดของ กอ.รมน. 6,919 ล้านบาท หากย้อนดูงบประมาณในรอบ 10 ปี (2556-2566) มีรวมกว่า 100,274 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งถูกจัดสรรอยู่ในแผนงานบูรณาการต่างๆ

กระแสเรียกร้องและอนาคตของ กอ.รมน.

ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีกระแสเรียกร้องให้ยกเลิก กอ.รมน. โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองในค่ายสีส้ม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยันถึงความจำเป็นของหน่วยงานนี้ในฐานะหน่วยงานบูรณาการความมั่นคงภายใน เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเกินขีดความสามารถของหน่วยงานปกติ เช่น ปัญหายาเสพติดและภัยมั่นคงรูปแบบใหม่

กรณีการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ สส.นราธิวาส เขต 5 หากไม่มีคำตอบหรือความชัดเจนที่เพียงพอ หรือมีความพยายามเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงใดๆ ต่อไป กอ.รมน. อาจกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ถูกถกเถียงถึงความเหมาะสมในการดำรงอยู่ต่อไปอีกครั้ง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานความมั่นคงของประเทศ