ส.ส. ฝ่ายค้านเปิดโปง 'งบฯ 3.5 ล้าน' ใช้จัดงานเลี้ยงในสภาฯ หลังการประชุม
ส.ส. เปิดโปงงบฯ 3.5 ล้าน ใช้จัดงานเลี้ยงในสภาฯ (11.04.2026)

ส.ส. ฝ่ายค้านเปิดโปงการใช้จ่ายงบประมาณ 3.5 ล้านบาท จัดงานเลี้ยงในรัฐสภา

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากฝ่ายค้านได้เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณจำนวน 3.5 ล้านบาท เพื่อจัดงานเลี้ยงภายในรัฐสภา หลังการประชุมสภาสิ้นสุดลง โดยการเปิดโปงครั้งนี้เกิดขึ้นจากการตรวจสอบเอกสารทางการเงินและรายงานการประชุม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดการใช้จ่ายดังกล่าว

รายละเอียดการใช้งบประมาณและคำถามถึงความโปร่งใส

งบประมาณ 3.5 ล้านบาทถูกจัดสรรสำหรับการจัดงานเลี้ยง ซึ่งรวมถึงค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณสาธารณะในลักษณะนี้ โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

ส.ส. ฝ่ายค้านกล่าวว่า การใช้งบประมาณในลักษณะนี้ขาดความโปร่งใสและอาจไม่สอดคล้องกับหลักการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและชี้แจงจากฝ่ายบริหารรัฐสภาว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากในกิจกรรมดังกล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากฝ่ายบริหารรัฐสภาและผลกระทบต่อภาพลักษณ์

ฝ่ายบริหารรัฐสภายังไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่มีรายงานว่าการจัดงานเลี้ยงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการเมืองเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสภา อย่างไรก็ตาม การเปิดโปงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐสภาในด้านความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบทางการเงิน

ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองให้ความเห็นว่า กรณีนี้อาจนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อประเมินความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ และอาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมือง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขจากฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านได้เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีคล้ายกันในอนาคต ดังนี้:

  • ปรับปรุงระบบการตรวจสอบและรายงานการใช้จ่ายงบประมาณในรัฐสภาให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
  • กำหนดมาตรการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับกิจกรรมที่ไม่จำเป็นหรือไม่เร่งด่วน
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณสาธารณะผ่านช่องทางต่างๆ

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความรับผิดชอบในการบริหารงบประมาณของรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง