อิหร่านเผยความเสียหายจากโจมตีทางอากาศ บ้านเรือนเสียหายกว่า 1.1 แสนหลัง สถานพยาบาล-โรงเรียนเสียหายหลายร้อยแห่ง
สถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทยได้รายงานตัวเลขความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศ ซึ่งดำเนินการโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลากว่า 1 เดือนแล้ว โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุถึงความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
รายละเอียดความเสียหายจากโจมตีทางอากาศ
รายงานดังกล่าวเปิดเผยว่า หน่วยพลเรือนและอาคารบ้านเรือนทั่วไปได้รับความเสียหายรวม 117,239 หลัง ในขณะที่ที่พักอาศัยในจังหวัดต่าง ๆ เสียหาย 93,544 หลัง และที่พักอาศัยรวมถึงหน่วยธุรกิจในกรุงเตหะรานเสียหาย 46,437 หลัง นอกจากนี้ สถานพยาบาล การแพทย์ และหน่วยฉุกเฉินได้รับผลกระทบ 316 แห่ง โรงเรียนเสียหาย 763 แห่ง ศูนย์สภาเสี้ยววงแดงซึ่งคล้ายกับสภากาชาดเสียหาย 18 แห่ง ยานพาหนะที่ใช้ในการปฏิบัติงานเสียหาย 48 คัน รถพยาบาลเสียหาย 46 คัน และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยเสียหาย 3 ลำ
ผลกระทบและความรุนแรงของสถานการณ์
การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อระบบสาธารณสุขและการศึกษา โดยสถานพยาบาลกว่า 300 แห่งและโรงเรียนกว่า 700 แห่งได้รับผลกระทบ สร้างความยากลำบากในการเข้าถึงบริการพื้นฐานสำหรับประชาชน ขณะเดียวกัน เหตุการณ์สะพานสูงสุดในตะวันออกกลางที่กำลังก่อสร้างในอิหร่านถล่มจากโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 รายและบาดเจ็บ 95 คน แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์เตือนถึงผลกระทบรุนแรงจากการหยุดชะงักด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ส่วนอิหร่านได้ประหารชีวิตนักโทษที่ถูกกล่าวหาว่ามีเอี่ยวกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ในช่วงที่มีการประท้วงต้านรัฐบาล สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น
ปฏิกิริยาและพัฒนาการจากนานาชาติ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แถลงย้ำว่าเป้าหมายใกล้บรรลุแล้ว และไม่ต้องการน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อังกฤษนำการหารือกับ 30 ประเทศเพื่อวางโรดแมปเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การเคลื่อนไหวเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการจัดการกับวิกฤตพลังงานและความมั่นคงในภูมิภาค
การโจมตีครั้งนี้ยังเปิดช่องให้จีนเก็บแต้มเงียบบนเวทีโลก โดยไม่แสดงท่าทีชัดเจน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป คาดว่าจะมีพัฒนาการสำคัญในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเสถียรภาพระดับโลก



