ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศบางส่วน
ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 40% ลดงบในประเทศ

ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศบางส่วน

ในวันที่ 3 เมษายน 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอแผนงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2570 โดยมีข้อเสนอสำคัญคือการเพิ่มงบกลาโหมอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับการลดงบประมาณภายในประเทศบางส่วน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน

รายละเอียดการเพิ่มงบกลาโหม

รัฐบาลสหรัฐฯ ขอเพิ่มงบกลาโหมเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นราว 40% จากงบกลาโหมในปีปัจจุบัน การเพิ่มขึ้นนี้มีเหตุผลหลักมาจากความจำเป็นในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่ขยายตัวจากสงครามอิหร่านและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ แผนงบประมาณยังรวมถึงการเพิ่มงบในด้านความมั่นคงชายแดนและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะงบประมาณของกระทรวงยุติธรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การลดงบประมาณภายในประเทศ

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลเสนอให้ลดงบประมาณภายในประเทศประมาณ 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งครอบคลุมบางโครงการสำคัญ เช่น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • โครงการด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
  • โครงการด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • โครงการที่อยู่อาศัยและสวัสดิการสังคม
  • งบสนับสนุนพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียวบางส่วน

การลดงบในส่วนนี้ถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและชุมชนที่พึ่งพาโครงการเหล่านี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

กระบวนการอนุมัติและความกังวล

ข้อเสนองบประมาณนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ สมาชิกสภาทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนได้แสดงความกังวลต่อการเพิ่มงบกลาโหมในระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว พร้อมทั้งกังวลถึงผลกระทบจากการลดงบในโครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญในช่วงต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมืองวิเคราะห์ว่า หากแผนงบประมาณนี้ได้รับการอนุมัติ อาจส่งผลให้สหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในอนาคต นอกจากนี้ การตัดงบในโครงการภายในประเทศอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ