อิหร่านประกาศช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับสู่สภาพเดิม เตือนสหรัฐฯ-อิสราเอล
อิหร่านประกาศช่องแคบฮอร์มุซไม่กลับสู่สภาพเดิม

อิหร่านประกาศช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับสู่สภาพเดิม เตือนสหรัฐฯ-อิสราเอล

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ออกมาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ในวันนี้ (6 เมษายน 2569) โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่มีวันกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งเป็นการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อการเคลื่อนไหวล่าสุดของฝ่ายตรงข้าม

แผนปฏิบัติการระเบียบใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย

กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามกำลังดำเนินการเตรียมการปฏิบัติการตามแผนที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศไว้สำหรับระเบียบใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย การเตรียมการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทรูธ โซเชียลอีกครั้ง โดยกำหนดเส้นตายให้อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเวลา 20.00 น. ของวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่นฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือในวันพุธ เวลา 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทรัมป์ยังได้ย้ำเตือนด้วยว่า วันอังคารจะเป็นวันแห่งโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิเช่นนั้นอิหร่านจะต้องเผชิญกับหายนะ ซึ่งเป็นการข่มขู่อย่างตรงไปตรงมาในบริบทของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

บริบทความตึงเครียดที่ขยายตัว

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับรายงานข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การที่ทรัมป์เผยว่าสหรัฐฯ พบนักบินเครื่อง F-15E ที่สูญหายในอิหร่านแล้วและยืนยันว่าปลอดภัย รวมถึงการโพสต์สังหารผู้นำทหารอิหร่านหลายคนหลังโจมตีกรุงเตหะรานครั้งใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ลึกซึ้งและอาจบานปลาย ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอย่างอิสราเอล

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การประกาศของอิหร่านในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอบโต้การขู่กรรโชกของทรัมป์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมทางทหารและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะสำหรับการขนส่งน้ำมัน

ผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายกังวลว่าการเผชิญหน้าดังกล่าวอาจนำไปสู่การปะทะที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับโลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ