สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ยังเสี่ยงปะทุซ้ำ แม้หยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์
ผ่านมาแล้ว 1 วัน นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงไม่น่าวางใจ และมีความเสี่ยงสูงที่สงครามจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่อิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ในวันที่ 10 เมษายนนี้อย่างใกล้ชิด
สหรัฐฯ ยืนยันจับตาสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมกลับสู่สงครามหากจำเป็น
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา กล่าวชัดเจนในงานแถลงข่าวเมื่อคืนวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่า สหรัฐอเมริกาจะยังคงอยู่ในพื้นที่และจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามการหยุดยิงจริง โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาพร้อมกลับมาเปิดศึกกับอิหร่านอีกครั้งทันทีหากได้รับคำสั่ง
ขณะเดียวกัน โรงกลั่นน้ำมันบนเกาะลาวานของอิหร่านเกิดเพลิงลุกไหม้ โดยบริษัทเจ้าของระบุว่า โรงกลั่นแห่งนี้ถูกโจมตีเมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 8 ชั่วโมงหลังทรัมป์ประกาศหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกายอมรับว่า การหยุดยิงต้องใช้เวลากว่าจะเริ่มมีผลจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสงครามเมื่อวานนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าวันอื่น ๆ โดยมีรายงานการโจมตีในอิหร่านและประเทศริมอ่าวเปอร์เซียเพียงเล็กน้อย
ชาวอิหร่านยังไม่เชื่อมั่นการหยุดยิง เอกอัครราชทูตเรียกร้องความช่วยเหลือจากนานาชาติ
ชาวอิหร่านจำนวนมากยอมรับว่า ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นเรื่องการหยุดยิง ด้านเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำจีน เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC รวมถึงจีน รัสเซีย มหาอำนาจอื่น ๆ และปากีสถาน ช่วยรับประกันความปลอดภัย เพื่อปกป้องเสถียรภาพในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐอเมริกาเคยกลับคำมาแล้ว 2 รอบระหว่างการเจรจา และฉีกข้อตกลงมาแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งความเชื่อใจถือเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการตกลงใด ๆ ระหว่างสองประเทศ
อิหร่านยื่น 10 ข้อเสนอ เจรจาปากีสถาน 10 เม.ย. เป็นจุดชี้ขาด
แม้จะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการเรื่องรายละเอียดข้อเสนอในการเจรจาของอิหร่าน และพบข้อมูลไม่ตรงกัน แต่ตามรายงานของสื่อทางการ IRIB ชี้ว่า อิหร่านยื่น 10 ข้อเสนอนี้ไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งทรัมป์ระบุว่า เป็นข้อเสนอที่พอคุยกันได้ และเชื่อว่าจะถูกนำมาหารือบนโต๊ะเจรจา คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ปากีสถานในวันที่ 10 เมษายน
ทั้ง 10 ข้ออาจแบ่งได้เป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่
- เรื่องการสู้รบ: อิหร่านต้องการให้สหรัฐอเมริการับประกันว่าจะไม่โจมตีซ้ำ ต้องถอนกำลังออกจากตะวันออกกลาง และยุติการโจมตีในทุกแนวรบ
- เรื่องสิทธิและอำนาจ: อิหร่านยืนยันว่าต้องได้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เสริมสมรรถนะยูเรเนียม และได้รับค่าปฏิกรรมสงคราม รวมทั้งยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและมติของ UNSC และทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ที่ต่อต้านอิหร่าน
เลบานอนกลายเป็นจุดเปราะบาง อิสราเอลโจมตีเฮซบอลลาห์อย่างหนัก
ภาพความโกลาหลจากสงครามเห็นได้ชัดเจนในหลายพื้นที่ของเลบานอนตลอดวานนี้ รวมถึงที่กรุงเบรุต หลังอิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์อย่างหนัก โดยในช่วงการโจมตีเพียง 10 นาที อิสราเอลถล่มเป้าหมายทั่วเลบานอนไปมากกว่า 100 จุด ขณะนี้แนวรบในเลบานอนกำลังกลายเป็นจุดที่เปราะบางที่สุด อาจกระทบร้ายแรงต่อการหยุดยิง
หลังอิหร่านและปากีสถานมองว่าการหยุดยิงต้องครอบคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาค รวมถึงในเลบานอนด้วย แต่อิสราเอลระบุว่า สนับสนุนแค่การหยุดยิงชั่วคราวในอิหร่านเท่านั้น ไม่ได้รวมเลบานอน ซึ่งทรัมป์ก็ยืนยันในจุดนี้ด้วยเช่นกัน
ปัจจัยเสี่ยงหลัก: ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากเลบานอนแล้ว หากประเมินจาก 10 ข้อเสนอของอิหร่าน อาจพูดได้ว่าปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐอเมริกาและอิหร่านคุยกันไม่ได้ ยังคงเป็นประเด็นเดิมที่ทั้งสองฝ่ายเห็นต่างกันมาตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดศึก คือ เรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
ปฏิบัติการ Midnight Hammer ของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 กินเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง โดยเป็นการโจมตีถล่มโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใน 3 จุดใหญ่ ได้แก่ โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในนาทานซ์และฟอร์โดว์ รวมถึงศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านในอิสฟาฮาน ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าทั้ง 3 จุดนี้เก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้มากเพียงใด ขณะที่ถูกสหรัฐอเมริกาโจมตีเมื่อปี 2568 และมีจำนวนเท่าใดที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน
โดยมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 400 กิโลกรัม หายไปจากโรงงานที่ฟอร์โดว์ ซึ่ง IAEA ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า หายไปไหน หรืออยู่ใต้ซากอาคารที่ถูกสหรัฐอเมริกาถล่มหรือไม่ การตามหายูเรเนียมเสริมสมรรถนะ เคยเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่า จะเป็นชนวนเหตุให้สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปทำภารกิจภาคพื้นดินในอิหร่านหรือไม่
ล่าสุดทรัมป์ระบุสหรัฐอเมริกาจะร่วมมือกับอิหร่านในการขุดค้นและย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ถูกฝังอยู่ใต้ซาก นับตั้งแต่สงคราม 12 วัน เมื่อปี 2568 แต่ที่น่าตั้งข้อสังเกต คือ อิหร่านยังไม่ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาตามข้อกล่าวอ้างนี้หรือไม่ ซึ่งเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวสำหรับอิหร่าน และไม่น่าจะยอมถอยในประเด็นนี้
อีกปัจจัยเสี่ยง คือ ช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านมองว่า เป็นไพ่ใบสำคัญที่สุด ซึ่งใช้เจรจาต่อรองได้ และคงไม่อยากทิ้งไพ่นี้ไปเร็วนัก



