มหาอำนาจยุโรปประณามอิสราเอลโจมตีเลบานอน กระทบข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน
บรรดาประเทศมหาอำนาจในยุโรปได้ออกมาแสดงจุดยืนประณามการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ "ผิดมหันต์และยอมรับไม่ได้" และกำลังส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งเพิ่งบรรลุไปเพียงวันเดียว
อังกฤษและฝรั่งเศสวิจารณ์การโจมตีเลบานอน
อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าการที่อิสราเอลระดมโจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายในเลบานอนเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นเรื่องที่ "ผิดมหันต์" พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์การอพยพครั้งใหญ่ของชาวเลบานอนที่ต้องออกจากที่พักอาศัยหนีตาย ซึ่งนำไปสู่หายนะทางมนุษยธรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สหราชอาณาจักรได้เรียกร้องให้มีการรวมเลบานอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านโดยด่วน เพื่อหยุดยั้งความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในวงกว้าง
ทางด้านฝรั่งเศส ฌ็อง-โนแอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้แสดงท่าทีประณามเช่นกัน โดยระบุว่าการกระทำของอิสราเอลเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการโจมตีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังมีความหวังจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งบรรลุไปเพียงวันเดียว
การโจมตีของอิสราเอลจึงเปรียบเสมือนการทำลายรากฐานของความสงบสุขที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสยังคงกดดันไปยังฝั่งอิหร่านเช่นกัน โดยระบุว่าทางรัฐบาลเตหะรานจะต้องละทิ้งโครงการนิวเคลียร์และยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนติดอาวุธอย่างเฮซบอลลาห์และฮามาส เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค
สเปนและอิตาลีแสดงจุดยืนชัดเจน
นอกจากนี้ สเปนได้สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศเตรียมกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงเตหะรานอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูช่องทางการทูตกับอิหร่าน พร้อมทั้งกล่าวหาอิสราเอลอย่างรุนแรงว่ากำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
ขณะที่ จอร์เจีย เมโลนี ผู้นำอิตาลี เตือนว่าสถานการณ์ปัจจุบันกำลังหมิ่นเหม่ต่อ "จุดที่กู่ไม่กลับ" และขอให้ทุกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้นเพื่อรักษาโอกาสแห่งสันติภาพที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิด
ข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ
ประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือข้อพิพาทเรื่องสิทธิการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่อิหร่านออกมาอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำดังกล่าว โดยระบุว่าความปลอดภัยในการเดินทางขึ้นอยู่กับความเมตตาของอิหร่านและโอมาน
ทางสหราชอาณาจักรได้ออกมาโต้แย้งในทันที โดยยืนยันว่าตามกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางสัญจรเสรีที่ทุกประเทศมีสิทธิใช้งาน และไม่มีรัฐใดมีสิทธิอ้างอำนาจอธิปไตยเพื่อเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือขัดขวางการเดินเรือตามใจชอบ
การกระทำของอิหร่านจึงถือเป็นการ "จี้เส้นทางสัญจรโลก" ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสายตาของประชาคมโลก
การเยือนซาอุดีอาระเบียของนายกฯ สหราชอาณาจักร
ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้พบกับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียที่เมืองเจดดาห์แล้ว และคาดว่าจะได้พบกับประธานาธิบดีชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
การเยือนครั้งนี้มีขึ้นเพื่อหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลาง และความพยายามในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของนานาชาติต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น



