พันธมิตรสหรัฐฯ สั่นคลอน! วิกฤตสงครามอิหร่านซ้ำเติมเศรษฐกิจ-การเมืองโลก
พันธมิตรสหรัฐฯ สั่นคลอน วิกฤตสงครามอิหร่านกระทบเศรษฐกิจโลก

พันธมิตรสหรัฐฯ สั่นคลอน! วิกฤตสงครามอิหร่านซ้ำเติมเศรษฐกิจ-การเมืองโลก

แม้พันธมิตรของสหรัฐฯ จะไม่เข้าร่วมสงครามอิหร่านโดยตรง แต่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจและการเมืองกลับถาโถมใส่พวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้นำโลกกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากวอชิงตันและประชาชนในประเทศของตนเอง จนทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

วิกฤตความนิยมและรอยร้าวใน NATO

สตีเฟน คอลลินสัน นักข่าวอาวุโสของ CNN วิเคราะห์ว่า สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะไม่ใช่สงครามของชาติพันธมิตร แต่ผลกระทบกลับกำลังลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก ผู้นำชาติพันธมิตรจำนวนมากที่ปฏิเสธจะเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหาร กำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประชาชนในประเทศของตนเอง

ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำโลกเริ่มเปลี่ยนท่าทีอย่างชัดเจน จากเดิมที่พยายามรักษาความสัมพันธ์กับทรัมป์ กลายเป็นการออกมาวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เนื่องจากแรงกดดันภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กรณีศึกษาจากสหราชอาณาจักรและอิตาลี

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพยายามสร้างมิตรภาพกับทรัมป์ ได้ออกมากล่าวด้วยความเหลืออดว่าเขารู้สึกเบื่อหน่าย ที่ประชาชนชาวอังกฤษต้องเผชิญกับค่าไฟและค่าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของทรัมป์ในตะวันออกกลาง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เช่นเดียวกับในอิตาลีที่ นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ซึ่งเป็นผู้นำขวาจัดที่เคยใกล้ชิดกับทรัมป์มากที่สุดและพยายามเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทำเนียบขาวกับยุโรป ก็ต้องหันมาวิจารณ์ทรัมป์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 เม.ย.) ต่อการโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะอิตาลีมีชาวคาทอลิกมากกว่า 40 ล้านคนและมีความสัมพันธ์พิเศษกับวาติกัน ความนิยมของเธอเองก็ลดลงจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงเนื่องจากสงคราม

ทรัมป์ กลับตอบโต้ด้วยคำพูดรุนแรง โดยบอกกับสื่ออิตาลีว่า เขาตกใจกับสิ่งที่นายกฯ อิตาลีพูด และเธอต่างหากที่เขายอมรับไม่ได้ เพราะเธอไม่สนใจว่าอิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์และอาจระเบิดอิตาลีภายใน 2 นาที ความสัมพันธ์ที่เมโลนีสร้างมานานกว่า 1 ปีจึงพังทลายลงในพริบตา

เศรษฐกิจโลกในสภาวะชะงักงัน

ความกังวลของผู้นำเหล่านี้ได้รับการยืนยันโดยคำเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 เม.ย.) โดยระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่สถานการณ์ "เชิงลบ" ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.5 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.4 ในปี 2568

สำหรับประเทศที่พึ่งพาก๊าซและน้ำมันจากตะวันออกกลาง สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีลงเหลือเพียงร้อยละ 0.8 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 1.3 ซึ่งถือเป็นหายนะสำหรับรัฐบาลของสตาร์เมอร์ที่กำลังสั่นคลอนจากการไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาโชติช่วงได้อีกครั้ง

ผลกระทบในเอเชียและบทเรียนจากแคนาดาถึงฮังการี

ในขณะที่ฟากฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เพิ่งได้รับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในเดือน ก.พ. ก็ต้องเผชิญกับมรสุมตั้งแต่ต้นเทอม เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นกำลังผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและขัดขวางการปรับขึ้นค่าแรงที่ประชาชนเฝ้ารอ

ในแคนาดา นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการยืนหยัดต่อต้านทรัมป์คือทางรอดทางการเมือง เขาเพิ่งเปลี่ยนรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้กลายเป็นเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งซ่อมและการแปรพักตร์ของฝ่ายค้าน โดยคาร์นีย์ประกาศกร้าวในการประชุมพรรคเสรีนิยมว่าจะสร้างแคนาดาให้แข็งแกร่งจนไม่มีใครสามารถพรากอธิปไตยไปได้

ขณะที่ในยุโรปตะวันออก ปรากฏการณ์ "ออร์บาน" ร่วงจากอำนาจคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด "วิกเตอร์ ออร์บาน" ผู้นำจอมเผด็จการที่ครองอำนาจมานาน 16 ปี และเป็นที่เชิดชูของกลุ่ม MAGA (Make American Great Again) ต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างน่าตกใจ ทั้งที่ทรัมป์และเจดี แวนซ์ พยายามช่วยรณรงค์หาเสียงให้อย่างหนัก ความพ่ายแพ้นี้ส่งสัญญาณว่าผู้นำประชานิยมในยุโรปอาจต้องตีตัวออกห่างจากขบวนการ MAGA หากต้องการรักษาอำนาจของตนเองไว้

ความย้อนแย้งของอำนาจทางการทหารและอนาคตที่สั่นคลอน

แม้ผู้นำยุโรปจะเริ่มกล้าวิจารณ์ทรัมป์มากขึ้น แต่พวกเขาก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ นั่นคือความอ่อนแอทางทหาร เมื่อทรัมป์ตำหนิว่าพันธมิตรนาโตไม่ยอมส่งเรือไปช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นั่นหมายถึงเขาจี้ถูกจุดอ่อนที่แสนเจ็บปวด เพราะความจริงคือประเทศเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่ขาดแรงสนับสนุนทางการเมือง แต่พวกเขาไม่มีขีดความสามารถทางทหารเพียงพอ หลังจากตัดงบประมาณป้องกันประเทศมานานหลายปี

หากทรัมป์ ถอนตัวจากนาโตจริง ยุโรปจะต้องเร่งเพิ่มงบกลาโหมติดอาวุธใหม่เพื่อพึ่งพาตนเอง ซึ่งหมายถึงการตัดงบสวัสดิการและสาธารณสุข ที่อาจนำไปสู่การประท้วงและการล่มสลายของรัฐบาล สุดท้ายแล้ว แม้จะโกรธเคืองทรัมป์แค่ไหน แต่ยุโรปก็ยังไม่สามารถเสี่ยงที่จะแตกหักกับสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มตัว ขณะที่ ผลกระทบระยะยาว อาจทำให้พันธมิตรที่เคยแข็งแกร่งอ่อนแอลง และสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับโลกที่ไม่ยอมตามทุกคำสั่งอีกต่อไป