จีนแสดงบทบาทแข็งกร้าวในสงครามตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ ปิดล้อมฮอร์มุซกระทบเรือจีน
จีนแข็งกร้าวในสงครามตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ ปิดล้อมฮอร์มุซ

จีนแสดงบทบาทแข็งกร้าวในสงครามตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ ปิดล้อมฮอร์มุซกระทบเรือจีน

จีนเริ่มแสดงบทบาทที่ชัดเจนและแข็งกร้าวมากขึ้นในสงครามตะวันออกกลาง หลังสหรัฐอเมริกาสั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือพาณิชย์ของจีนถูกบังคับให้กลับลำ ส่งผลกระทบต่อการค้าที่พึ่งพาเส้นทางนี้มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ จีนจึงตอบโต้ด้วยการเสนอแผนสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้ (15 เมษายน 2569) ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

ผลกระทบจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซต่อจีน

ตลอดช่วงเวลา 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา จีนสามารถหลบหลีกผลกระทบจากสงครามได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียค่อนข้างมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการค้าและพลังงานกับภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซโดยสหรัฐฯ กำลังทำให้จีนถูกบีบจนมุมและเริ่มหมดความอดทน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรือ Rich Starry ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือพาณิชย์อย่างน้อย 8 ลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้ (14 เมษายน) ต้องหันหัวเรือเลี้ยวกลับ เนื่องจากไม่สามารถฝ่าการปิดล้อมของกองทัพเรือสหรัฐฯ บริเวณอ่าวโอมานได้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า เรือพิฆาตของสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนผ่านวิทยุสื่อสารไปยังเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ที่พยายามออกจากอิหร่าน และสั่งให้กลับไปยังท่าเรือชาบาฮาร์ของอิหร่านในอ่าวโอมาน กองทัพสหรัฐฯ ได้ระดมกำลังพลมากกว่า 10,000 นาย เรือรบอย่างน้อย 12 ลำ และอากาศยานหลายสิบลำ เพื่อทำภารกิจปิดกั้นการเดินเรือเข้าออกพื้นที่ชายฝั่งและท่าเรือของอิหร่าน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ไม่มีเรือลำใดสามารถแล่นผ่านการปิดล้อมในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ขณะที่ข้อมูลการเดินเรือระบุว่ามีเรือผ่านเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซอย่างน้อย 17 ลำในวันนั้น โดย 9 ลำเป็นเรืออิหร่านหรือมีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน

ความสำคัญทางเศรษฐกิจของตะวันออกกลางต่อจีน

จีนได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางมาหลายปี เมื่อปี 2566 จีนนำเข้าสินค้าจาก 7 ประเทศริมอ่าวเปอร์เซีย มูลค่ากว่า 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ตามด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก และกาตาร์ ส่วนการส่งออกของจีนไปยัง 7 ประเทศนี้สูงกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตะวันออกกลางจึงเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญของจีน และมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างรวดเร็ว

เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกขัดขวาง การนำเข้าพลังงานและการส่งออกสินค้าของจีนย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง แม้การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านเองจะไม่กระทบจีนมากนัก เพราะอิหร่านยังอนุญาตให้เรือจีนผ่านได้ แต่การที่สหรัฐฯ เข้ามาปิดกั้นเส้นทางนี้กลับทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก

การตอบโต้และแผนสันติภาพของจีน

กระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีนต่างออกมาวิจารณ์พฤติกรรมของสหรัฐฯ ว่าอันตรายและไร้ความรับผิดชอบ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังออกมาเสนอแผนส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลาง 4 หลักการสำคัญ โดยระบุว่าประเทศใดก็ตามไม่สามารถเลือกใช้หลักการนี้เมื่อได้ประโยชน์ แล้วละเลยเมื่อเสียประโยชน์ ได้แก่:

  • หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  • หลักอธิปไตยของชาติ
  • หลักการพัฒนาและความมั่นคงร่วมกัน
  • การปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ

ตามปกติจีนมักเล่นบทบาทไกล่เกลี่ยเบื้องหลัง แต่เมื่อผลกระทบกระทบต่อผลประโยชน์โดยตรง จีนจะออกมาแสดงบทบาทอย่างเปิดเผย ปลายเดือนที่แล้ว หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน เสนอ 5 ข้อริเริ่มสันติภาพ ได้แก่:

  1. ยุติความขัดแย้งทันที
  2. เริ่มเจรจาสันติภาพโดยเร็ว
  3. งดโจมตีเป้าหมายพลเรือน
  4. ปกป้องช่องแคบฮอร์มุซ
  5. ยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติ

ที่น่าสนใจคือ หลังการเยือนปักกิ่งเพียงไม่กี่สัปดาห์ ปากีสถานก็สามารถจัดโต๊ะเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านได้สำเร็จ ซึ่งทรัมป์ เชื่อว่าจีนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้

ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

การกระทำของสหรัฐฯ ในช่วงนี้ถูกมองว่าเป็นการบีบจีนให้กดดันอิหร่านให้ยอมเจรจา แต่ท่าทีของจีนกลับยิ่งแข็งกร้าวมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์ ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนร้อยละ 50 หากจีนส่งอาวุธหรือระบบป้องกันภัยให้อิหร่าน จีนตอบโต้ทันควันว่าจะสวนกลับอย่างแน่นอน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก และเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทั่วโลก โดยเฉพาะหากกลายเป็นสงครามภาษีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้รุนแรงยิ่งขึ้น

วิเคราะห์โดย: ทิพย์ตะวัน ธีรนัยพงศ์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ ศูนย์ Thai PBS World