ปฏิบัติการกู้ภัยด่วน! สหรัฐฯ ส่งหน่วยพิเศษบุกอิหร่านช่วยนักบิน F-15E หลังถูกยิงตก
เมื่อเครื่องบินรบ F-15E Strike Eagle ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่านในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 กองทัพสหรัฐฯ ไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากได้รับรายงานว่านักบินหลักถูกช่วยเหลือสำเร็จ แต่ยังมีนักบินอีกหนึ่งคนที่สูญหาย เพนตากอนและซีไอเอได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการกู้ภัยขนาดใหญ่เต็มรูปแบบทันที โดยตั้งชื่อปฏิบัติการภายในว่า "Operation Retrieve" หรือปฏิบัติการกู้คืน
คำสั่งตรงจากทำเนียบขาวและกลยุทธ์หลอกลวง
การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ภายใต้คำสั่งตรงจากทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์และอนุมัติให้ดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อกู้ชีวิตนักบินผู้นี้กลับมาให้ได้ โดยยึดหลักการสำคัญที่กองทัพสหรัฐฯ ยึดถือมาแต่โบราณว่า "We never leave an American warfighter behind" หรือ "เราไม่มีวันทิ้งนักรบอเมริกันไว้เบื้องหลัง"
ขั้นตอนแรกของการเปิดปฏิบัติการคือการระดมข้อมูล ซีไอเอซึ่งมีเครือข่ายสายลับและเทคโนโลยีการตรวจจับขั้นสูง ได้เริ่มติดตามสัญญาณติดตามตัวของนักบินทันที แม้นักบินจะจำกัดการใช้สัญญาณเพื่อความปลอดภัย แต่หน่วยข่าวกรองก็สามารถระบุตำแหน่งคร่าว ๆ ได้ว่าอยู่ในพื้นที่ภูเขาลึกห่างไกลทางตอนกลางของอิหร่าน ใกล้เมืองอิสฟาฮานประมาณ 50 กิโลเมตร
ซีไอเอยังเปิดกลยุทธ์หลอกลวง โดยแพร่ข่าวภายในอิหร่านว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้พบและช่วยนักบินไปแล้ว เพื่อทำให้กองกำลังอิหร่านสับสนและชะลอการค้นหา พร้อมกันนั้น เพนตากอนได้สั่งเปิดการระดมกำลังทันที หน่วยพิเศษหลายสิบชุดจากกองทัพเรือ กองทัพบก และกองทัพอากาศ ได้ถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ใกล้เคียง โดยใช้ฐานทัพลับและการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้าน
การระดมกำลังและการปฏิบัติการในความมืด
อย่างน้อย 3 ลำของเครื่องบินลำเลียงพิเศษถูกเตรียมพร้อม ขณะที่เครื่องบินรบหลายสิบลำพร้อมอาวุธร้ายแรงที่สุดในโลกถูกส่งขึ้นบินเพื่อให้การคุ้มกันทางอากาศและป้องกันไม่ให้กองทัพอิหร่านเข้าใกล้จุดที่นักบินซ่อนตัว นักบินผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกภูเขา เขาจำกัดการใช้สัญญาณติดตามตัว จะเปิดเฉพาะช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อหลบซ่อนตัวจากพลเรือนติดอาวุธและกองกำลัง IRGC ที่กำลังไล่ล่า พร้อมรางวัลนำจับสูงถึง 66,100 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,000,000 บาท
การเปิดปฏิบัติการเข้าสู่เฟสปฏิบัติจริงในคืนวันศุกร์ต่อเนื่องถึงวันเสาร์ (3-4 เมษายน) เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก เครื่องบินรบ F-15, F-16 และโดรนหลายลำ บินลาดตระเวนเพื่อสร้างวงล้อมป้องกัน ขณะที่หน่วยพิเศษเคลื่อนตัวเข้าใกล้จุดเป้าหมายด้วยความมืดเป็นเกราะป้องกัน นายพลวิลเลียม ฟอลลอน อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า "กลางคืนเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะกองทัพสหรัฐฯ ฝึกฝนมาเพื่อปฏิบัติการในความมืดเป็นอย่างดี"
ความเสี่ยงสูงและการสูญเสีย
ระหว่างที่หน่วยพิเศษกำลังเคลื่อนเข้าไป ฝ่ายสหรัฐฯ ใช้ระเบิดนำทาง อาวุธยิงเพื่อเปิดทางและกั้นกองทัพอิหร่านไม่ให้เข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเครื่องบินลำเลียง C-130 จำนวน 2 ลำที่พยายามบินออกจากฐานทัพชั่วคราวในพื้นที่ใกล้เคียงไม่สามารถขึ้นบินได้ จึงถูกทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในมือข้าศึก หน่วยพิเศษจึงต้องใช้อากาศยานสำรองเพิ่มเติม 3 ลำในการอพยพ
ซีไอเอยังคงให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ทรัมป์ระบุในโพสต์ทรูธโซเชียลว่าตำแหน่งของนักบินถูกติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ศัตรูกำลังเข้าใกล้ทุกชั่วโมง การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นการแข่งกับเวลาและความเสี่ยงสูงมาก
ความสำเร็จและการตอบโต้
ก่อนเที่ยงคืนวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ ปฏิบัติการกู้ภัยประสบความสำเร็จ นักบินถูกช่วยเหลือออกจากรอยแยกภูเขาและถูกส่งตัวด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังคูเวตเพื่อรับการรักษาพยาบาลทันที แม้เขาจะบาดเจ็บสาหัส แต่แพทย์ยืนยันว่าเขาปลอดภัย
ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการอ้างว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ล้มเหลว และประกาศทำลายเครื่องบิน C-130 เฮลิคอปเตอร์ รวมถึงยิงโดรนสหรัฐฯ ตก แต่ BBC และแหล่งข่าวอิสระยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดทั้งหมดได้
พลเอก แฟรงก์ แมคเคนซี อดีตผู้บัญชาการ CENTCOM กล่าวว่า "เราสูญเสียเครื่องบิน 2-3 ลำ ในการปฏิบัติการนี้ แต่เรายอมรับความสูญเสียแบบนี้ทุกวัน เพราะการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้น มีค่ามากกว่าอะไรทั้งหมด"
การเปิดปฏิบัติการกู้ภัยในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยชีวิตนักบินเท่านั้น แต่ยังส่งข้อความอันชัดเจนไปยังศัตรูทุกคนของสหรัฐฯ ว่า อเมริกาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทหารของตน ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงด้วยกำลังคนและทรัพยากรมากขนาดไหนก็ตาม



