พฤติกรรม 'มนุษย์ TACO' ของทรัมป์: ภัยเงียบที่สั่นคลอนเสถียรภาพการเงินโลก
ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ศัพท์ยอดฮิตอย่าง "TACO" หรือ "Trump Always Chickens Out" ซึ่งแปลว่า ทรัมป์ถอยทุกครั้ง ได้แพร่กระจายในสื่อทั่วโลก ไม่เพียงเป็นมุกล้อเลียน แต่กำลังสะท้อนรูปแบบพฤติกรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่นักวิเคราะห์จับทางได้ชัดเจน โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ทรัมป์ประกาศหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านในนาทีสุดท้าย หลังจากโพสต์ขู่โจมตีรุนแรงถึงขั้นทำลายล้างระดับอารยธรรม
จากคำขู่รุนแรงสู่การถอยแบบฉับพลัน
แม้ทรัมป์จะยกระดับคำขู่ผ่านวาทกรรมรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในฐานะผู้นำสหรัฐฯ กำหนดวันโจมตี และใช้ถ้อยคำสื่อถึงการทำลายล้างครั้งใหญ่ ซึ่งถูกมองว่าใกล้เคียงการละเมิดกฎหมายสงครามและอาจเป็นอาชญากรรมร้ายแรงระดับนานาชาติ แต่สุดท้าย ประมาณ 90 นาทีก่อนเส้นตาย ทรัมป์กลับประกาศชะลอการโจมตี ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงสูงสุด 16% น้ำมันดิบ WTI ดิ่งถึง 19% ทั้งสองประเภทกลับมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นพุ่ง S&P 500 และ Nasdaq Composite ปิดบวกในช่วงการซื้อขายปกติ สะท้อนความโล่งใจของนักลงทุนมากกว่าความตื่นตระหนก
รูปแบบพฤติกรรมที่ซ้ำซากและผลกระทบต่อตลาด
คำว่า TACO กลายเป็นลายเซ็นทางนโยบายของทรัมป์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ถูกบัญญัติโดย Robert Armstrong จาก Financial Times เพื่ออธิบายพฤติกรรม "ขู่แรง → ตลาดปั่นป่วน → สุดท้ายถอย" รูปแบบนี้เกิดซ้ำหลายครั้ง เช่น:
- สงครามการค้าในปี 2018-2019 ที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีรุนแรงก่อนยืดเวลาเจรจา
- นโยบายแบน TikTok ที่เริ่มจากการสั่งแบนทั่วสหรัฐฯ ก่อนผ่อนปรน
- การใช้มาตรการกดดันทางภาษีและการค้าหลายรอบเพื่อต่อรองกับประเทศอื่น ก่อนถอยเมื่อแรงต้านสูง
โลกเข้าสู่โหมดไม่เชื่อผู้นำคนนี้อีกต่อไป เมื่อพฤติกรรมนี้เกิดซ้ำ นักลงทุนบางกลุ่มมองว่าคำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีผลอีก ทำให้ตลาดไม่แพนิค เพราะเริ่มอ่านเกมออกกับพฤติกรรมการขึ้น-ลงของทรัมป์
ความเสี่ยงระยะยาวต่อเสถียรภาพโลก
แม้ตลาดจะรีบาวด์ทุกครั้งที่ทรัมป์ถอย แต่เศรษฐกิจจริงกลับไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นตาม การถอยครั้งนี้ซ้ำเติมภาพความอ่อนแอทางยุทธศาสตร์ มากกว่าที่ทรัมป์เคยใช้โจมตีผู้นำคนอื่นในอดีต และสะท้อนชัดว่าพฤติกรรมนี้ของทรัมป์อาจกำลังเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การขู่แล้วไม่ทำของทรัมป์ แต่คือการที่โลกอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเชิงระบบ
พฤติกรรมนี้ลดความน่าเชื่อถือทางภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ บนเวทีโลกอย่างรุนแรง และอาจเปิดช่องให้ผู้นำประเทศอื่น เช่น รัสเซียหรือจีน มองว่าสหรัฐฯ อ่อนแอลง และกล้าดำเนินนโยบายเชิงรุกมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ ก็อาจมองสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามที่คาดเดาไม่ได้
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและตลาดการเงิน
แม้ทรัมป์จะถอย แต่อิหร่านเองก็ไม่อาจนิ่งเฉย เพราะหากไม่ตอบโต้อาจถูกมองว่าอ่อนแอเช่นกัน ซึ่งเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาค แม้มีการหยุดยิง แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป เพราะนี่อาจเป็นเพียงการเลื่อนเวลาเจรจา และสุดท้ายตลาดการเงินอาจเป็นฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน
จากนี้ ตลาดการเงินจะเคลื่อนไหวบนความคาดเดาแทนข้อเท็จจริง นักลงทุนและรัฐบาลทั่วโลกจะเริ่มตั้งการ์ดกับสหรัฐฯ มากขึ้น เพราะกลไกการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศจะอ่อนแอลง และท้ายที่สุดพฤติกรรม "ขู่ทุกครั้ง แต่ถอยทุกครั้ง" ของทรัมป์ ในฐานะผู้นำประเทศที่เป็นแกนกลางของเศรษฐกิจโลก อาจกลายเป็นชนวนที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจโลกได้ลึกและยาวนานกว่าวิกฤติใดๆ ในอดีต



