พรรคประชาชนจี้ประกาศเขตภัยพิบัติ 9 จังหวัดภาคเหนือ หลังฝุ่นพิษ PM2.5 วิกฤตหนักเกิน 1,000 ไมโครกรัม
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ ได้แถลงข่าวด่วนเรียกร้องรัฐบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ให้เร่งประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติจากฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเร่งด่วน หลังสถานการณ์วิกฤตหนัก ค่าฝุ่นพุ่งสูงกว่า 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทะลุเกณฑ์มาตรฐานจนเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง
เกณฑ์ประกาศภัยพิบัติชัดเจน แต่ผู้ว่าฯ ยังนิ่งเฉย
นายณัฐพงษ์ระบุว่า ตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ หากค่า PM2.5 เกิน 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน จังหวัดสามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ภาคเหนือเข้าเกณฑ์ดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 9 จังหวัด ได้แก่
- เชียงใหม่
- ลำพูน
- ลำปาง
- เชียงราย
- พะเยา
- น่าน
- แพร่
- แม่ฮ่องสอน
- ตาก
หัวหน้าพรรคประชาชนย้ำว่า อำนาจการประกาศเขตภัยพิบัตินี้อยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เพื่อดึงงบประมาณและกำลังคนจากส่วนกลางมาช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่เกินกำลังของท้องถิ่น การนิ่งเฉยหรือหลีกเลี่ยงการประกาศถือเป็นการเอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรมและละเลยต่อความตายของประชาชน ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา
แผนจัดการเชิงรุกหลังประกาศภัยพิบัติ
ด้านนายภัทรพงษ์ได้เสนอขั้นตอนการจัดการเชิงรุกว่า เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว ต้องเร่งแจ้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อยกระดับสถานการณ์จากระดับ 2 ซึ่งเป็นระดับที่จังหวัดจัดการเอง เป็น "ภัยระดับ 3" ซึ่งจะทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงมาเป็นประธานบัญชาการเหตุการณ์ และสั่งการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าจัดการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทันที
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณและอุปกรณ์ป้องกันให้กลุ่มเปราะบาง เช่น
- หน้ากากอนามัย N95 ที่มีคุณภาพเพียงพอ
- ห้องปลอดฝุ่นที่ใช้งานได้จริงตลอด 24 ชั่วโมง
- มาตรการช่วยเหลือด้านสุขภาพฉุกเฉิน
พรรคประชาชนทิ้งท้ายด้วยคำเตือนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 9 แห่งว่า การหลีกเลี่ยงไม่ประกาศเขตภัยพิบัติทั้งที่เข้าเกณฑ์ ย่อมถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ขอให้เห็นแก่ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนมากกว่าตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง



