นายสมชาย พรรัตนเจริญ อดีตนายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือประชาชนระดับล่างหรือคนฐานรากของประเทศที่กำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างหนัก ขณะที่รายได้กลับไม่เพิ่มตาม ซึ่งปัจจุบันเม็ดเงินการใช้จ่ายของคนไทยจำนวนมากไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ศูนย์การค้าและระบบค้าปลีกขนาดใหญ่ ส่งผลให้เงินในระบบชุมชนท้องถิ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากอดีตที่เงินหมุนเวียนผ่านร้านโชห่วย ร้านค้ารายย่อยและผู้ค้าท้องถิ่น ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่คนทุกระดับได้ดีกว่า
ความเหลื่อมล้ำด้านการจัดจำหน่ายสินค้า
ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าขยายตัวชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม และสินค้าในระบบค้าสมัยใหม่ ที่ต้องพึ่งพาเครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์ม และต้นทุนการตลาดสูง ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจำนวนมาก ทั้งค่าขนส่ง ค่าแพลตฟอร์ม ค่าเช่าพื้นที่ และค่าบรรจุภัณฑ์ จนเงิน 100 บาทที่ประชาชนใช้จ่ายจริง อาจเหลือมูลค่าการบริโภคแท้จริงเพียงประมาณ 40 บาท ขณะที่อีกกว่า 60% สูญเสียไปกับต้นทุนระบบสมัยใหม่ ซึ่งยิ่งทำให้คนระดับล่างจนลง
ทั้งนี้ สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาถูกผ่านร้านค้าดั้งเดิม ร้านค้าชุมชน และภาคเกษตรในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
ข้อเสนอต่อภาครัฐ
นายสมชายยังเรียกร้องให้ภาครัฐกลับมาทบทวนกติกาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการควบคุมการขยายตัวของทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ชนบทหรืออำเภอขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อยเติบโตได้ก่อน พร้อมเสนอให้ภาครัฐลดความเหลื่อมล้ำด้วยการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าการปล่อยให้รายใหญ่ครอบงำตลาด โดยเปรียบเทียบว่าหากปล่อยให้ทุนขนาดใหญ่ขยายตัวเหมือนต้นไม้ใหญ่ ก็จะทำให้ผู้ค้ารายเล็กไม่สามารถเติบโตได้เลย
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ก็มองว่าอาจตอบโจทย์คนระดับกลางที่ยังมีกำลังใช้จ่าย แต่ไม่สามารถช่วยคนระดับล่างที่ไม่มีเงินเติมได้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินมาแจกอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายเม็ดเงินจำนวนมากอาจไหลกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น ขณะที่ประชาชนฐานรากยังคงเผชิญปัญหาเดิม
ข้อเสนอแนะแนวทางที่ยั่งยืน
นายสมชายเสนอว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน ควรนำไปใช้เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ลดข้อจำกัดในการแข่งขัน และส่งเสริมศักยภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ แทนการแจกเงินระยะสั้น พร้อมย้ำว่า ในภาวะปัจจุบัน สิ่งสำคัญกว่าการกระตุ้น GDP คือ การสร้างความมั่นคงด้านปากท้อง ความอยู่รอด และคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับล่าง



