ค่าเงินบาทเปิด 32.42 ทรงตัว จับตาตะวันออกกลาง-ประชุมธนาคารกลาง
ค่าเงินบาทเปิด 32.42 ทรงตัว จับตาตะวันออกกลาง-ประชุมธนาคารกลาง

เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.42 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีโมเมนตัมอ่อนค่ามากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาท

มุมมองจากธนาคารกรุงไทย

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.42 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways ที่ 32.32-32.45 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบที่ 2 ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้หนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น

นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบยังกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก และรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้

สำหรับสัปดาห์นี้ รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่าควรจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้นผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก และคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย พร้อมติดตามรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ฝั่งสหรัฐฯ

ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด โดยเรามองว่าเฟดอาจเลือกคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่เลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเปิดกว้างแนวทางในการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม อนึ่ง บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่าเฟดมีโอกาสเพียง 38% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ แต่มีโอกาสราว 97% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2027 สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดอยู่

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

ฝั่งยุโรป

ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางยุโรป โดยเราประเมินว่าทั้งบีโออีและอีซีบีอาจมีมติคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ แม้เงินเฟ้อฝั่งยุโรปมีแนวโน้มเร่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่าเศรษฐกิจฝั่งยุโรปจะเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ซึ่งจะต่างจากช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2022 โดยเฉพาะในส่วนแรงหนุนเงินเฟ้อที่มาจากทั้งปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์ ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเร่งเงินเฟ้อฝั่งยุโรปผ่านปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่าทั้งบีโออีและอีซีบีอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่บีโออีและอีซีบีช่วงหลังการประชุมอย่างใกล้ชิด

ฝั่งเอเชีย

ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยเรามองว่าบีโอเจอาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้รอบด้าน อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่าบีโอเจยังมีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% ที่เรามองเป็น Neutral Rate ของบีโอเจได้ภายในปี 2027 ขณะที่บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่าบีโอเจมีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ในปี 2027 พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่างยอดค้าปลีกและยอดผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคม รวมถึงรอลุ้นรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน

ฝั่งไทย

เราประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินอาจมีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจสะท้อนผ่านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่อาจปรับตัวลดลงในช่วงเดือนมีนาคม อนึ่ง สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนจนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติเกือบ 1 แสนล้านบาท สูงจากช่วงปีก่อนหน้าราว 90% และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควรราว 1%-4% ตามงานวิจัยผลกระทบของโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลต่อค่าเงิน

แนวโน้มเงินบาท

สำหรับแนวโน้มเงินบาท เรามองว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้มีกำลังมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังออกมาดีกว่าคาด หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้เรามองว่าเงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ในลักษณะ Sideways Up หรืออย่างน้อยผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่จะเริ่มมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 4-5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่าเงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ แนวรับถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และ 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แนวต้านถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์

ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่าควรจับตาผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ ส่วนบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

มุมมองทางเทคนิค

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้พลิกกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่าเงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ และผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ว่าจะแตกต่างจากความคาดหวังของตลาดเพียงใด มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.55 บาทต่อดอลลาร์

มุมมองจากทีทีบี

ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 32.45 บาทต่อดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐคงเทรดอยู่ในกรอบ โดยอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงวันศุกร์จากแรงกดดันจากการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตัดสินใจยุติการสอบสวนเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และจากความหวังที่เพิ่มขึ้นว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การยิงในงาน White House Correspondents’ Dinner โดย Secret Service สามารถเคลียร์สถานการณ์ได้เร็ว ประธานาธิบดีปลอดภัย ปฏิกิริยาของตลาดเกิดการ Risk-off เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงอยู่ในฐานะ Safe haven เมื่อเกิดความไม่แน่นอน นักลงทุนจะจับตาการประชุมธนาคารกลางต่าง ๆ หลายประเทศ รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดประกาศการตัดสินใจด้านนโยบายในสัปดาห์นี้ สำหรับสถานะของกระแสเงินของนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทยที่ระดับ 2,700 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 600 ล้านบาท

กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ

  • USD/THB 32.30-32.60 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.30 ขายที่ 32.60
  • EUR/THB 37.80-38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.80 ขายที่ 38.20
  • JPY/THB 0.2010-0.2050 แนะนำ ซื้อที่ 0.2010 ขายที่ 0.2050

อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารที่ 32.481 บาทต่อดอลลาร์ ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569 อัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน 24 เมษายน 2569 สกุลเงิน อัตราซื้อ อัตราขาย: USD 32.2379-32.6283, GBP 43.2402-44.1075, EUR 37.5817-38.2760, JPY 19.9963-20.6444, HKD 4.1010-4.1766