บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่สองของปี 2569 ว่ามีกำไรสุทธิลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัท
รายละเอียดผลประกอบการ
เอสซีจีรายงานว่าในไตรมาสที่สองของปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 8,500 ล้านบาท ลดลงจาก 9,444 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการลดลง 10% โดยรายได้รวมอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจเคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรลดลง โดยเฉพาะราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าระวางเรือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความผันผวนของค่าเงินบาทยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกของบริษัทอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงสามารถรักษายอดขายให้เติบโตได้เล็กน้อย โดยธุรกิจเคมีภัณฑ์มียอดขายเพิ่มขึ้น 5% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดอาเซียน ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มียอดขายเพิ่มขึ้น 3% จากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและอาหารสำเร็จรูป
แนวโน้มในอนาคต
เอสซีจีคาดว่าแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะในธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ต้องเผชิญกับกำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนจะปรับกลยุทธ์โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลดต้นทุน รวมถึงการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ เอสซีจียังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะในธุรกิจพลังงานสะอาดและวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับแนวโน้มความยั่งยืนและความต้องการของตลาดในระยะยาว



