“รัดเกล้า” เสนอ 5 แนวทางแก้วิกฤตราคาปาล์มน้ำมัน ชี้รัฐบาลต้องปรับนโยบายเร่งด่วน
รัดเกล้าเสนอ 5 แนวทางแก้วิกฤตราคาปาล์มน้ำมัน

“รัดเกล้า” เสนอ 5 แนวทางแก้วิกฤตราคาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ชี้รัฐบาลต้องปรับนโยบายเร่งด่วน

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสะท้อนวิกฤตราคาปาล์มน้ำมันที่กำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามต่อการบริหารนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ หลังราคาปาล์มในประเทศปรับตัวลดลงสวนทางกับตลาดโลก

3 ปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้ราคาปาล์มไทยดิ่งลง

นางรัดเกล้า ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อน “3 ปรากฏการณ์สำคัญ” ที่ทำให้ราคาปาล์มไทยดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่

  1. ตลาดช็อก จากนโยบายควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ส่งผลให้ราคาหน้าลานปรับลดลงทันทีจากเกือบ 9 บาท เหลือประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า 21% ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์
  2. อ้างนโยบายกดราคา จากความไม่ชัดเจนในการสื่อสาร ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่คนกลางใช้ช่องว่างนี้กดราคาซื้อ
  3. สุกแดดซ้ำเติม จากผลกระทบภัยแล้งเอลนีโญ ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันในผลปาล์มต่ำกว่ามาตรฐาน และถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ สส.รัดเกล้า ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มไทย โดยเฉพาะระบบลานเทที่ยังใช้การประเมินคุณภาพด้วยสายตาและประสบการณ์ แทนการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

5 แนวทางเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

นางรัดเกล้า ได้เสนอ 5 แนวทางเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. ปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องต้นทุนจริง โดยพิจารณามาตรการประกันรายได้ที่สมเหตุสมผล หรือระบบโควตาบริหารสต๊อก ควบคู่กลไกตลาด เพื่อไม่ให้รัฐกลายเป็นตัวบิดเบือนราคา
  2. ยกระดับมาตรฐานหน้าลาน โดยสนับสนุนงบประมาณติดตั้งเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ได้มาตรฐาน พร้อมเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่ระบบกลาง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม
  3. จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลปาล์มน้ำมันแบบบูรณาการ เสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะด้าน คล้าย “Malaysia Palm Oil Board (MPOB)” ของมาเลเซีย เพื่อบริหารจัดการทั้งระบบอย่างมีเอกภาพ
  4. เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม SAF (Sustainable Aviation Fuel) ชี้ว่าเป็นทางรอดระยะยาวในการดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกิน โดยตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ
  5. ผลักดันการลงทุนและลดการพึ่งพาการนำเข้า SAF ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน SAF ทั้งหมด 100% แม้จะมีผู้ประกอบการไทยเริ่มลงทุนแล้ว แต่กำลังผลิตยังคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของความต้องการใช้ในประเทศ

นางรัดเกล้า แสดงความกังวลว่า วิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม หรือภัยแล้ง อาจควบคุมไม่ได้ แต่วิกฤตจากนโยบายรัฐที่ขาดความรอบคอบและการพลาดโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง SAF เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถป้องกันและแก้ไขได้ “รัฐไม่ควรเป็นผู้ปิดประตูโอกาสของเกษตรกรไทย ในจังหวะที่ตลาดโลกกำลังเปิดรับ” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย