ตำรวจเร่งล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงเหยื่อให้โอนเงิน สร้างความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท โดยมีผู้เสียหายหลายรายเข้าแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
รายละเอียดคดี
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวใช้วิธีการโทรศัพท์ไปยังเหยื่อ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคาร หรือหน่วยงานราชการ เพื่อหลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินหรือกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ หลังจากนั้นก็จะนำข้อมูลไปใช้ในการโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อ
ผู้เสียหายหลายราย
ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ซึ่งมักตกเป็นเหยื่อของกลโกงดังกล่าวได้ง่าย โดยมูลค่าความเสียหายในแต่ละรายมีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาท รวมแล้วกว่า 30 ล้านบาท
- เหยื่อรายแรกสูญเงิน 5 ล้านบาท หลังจากหลงเชื่อว่าถูกแจ้งความเท็จ
- เหยื่อรายที่สองสูญเงิน 3 ล้านบาท จากการถูกหลอกให้โอนเงินเพื่อปลดล็อกบัญชี
- เหยื่อรายอื่นๆ สูญเงินตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท
การดำเนินการของตำรวจ
พ.ต.อ.สมชาย เก่งการ รองผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายค้นหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหา โดยคาดว่าจะสามารถจับกุมได้ในเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ประสานงานกับธนาคารต่างๆ เพื่ออายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินของเหยื่อ ซึ่งพบว่ามีบัญชีม้าหลายบัญชีที่เปิดไว้เพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อโดยเฉพาะ
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
เจ้าหน้าที่ฝากเตือนประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ และขอให้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานโดยตรงก่อนดำเนินการใดๆ รวมถึงไม่ควรโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์
- หากได้รับโทรศัพท์จากบุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ให้วางสายและโทรกลับไปยังหมายเลขของหน่วยงานนั้นโดยตรง
- อย่าโอนเงินให้กับบุคคลที่อ้างว่าต้องการให้ช่วยเหลือหรือตรวจสอบข้อมูล
- หากสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพ ให้แจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่หรือสายด่วน 191
สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแล้ว สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือสายด่วน 1441 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการช่วยเหลือต่อไป



