TDRI เตือนภัย 'กลลวงความรัก' สร้างความเสียหายทั่วโลกกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์
TDRI เตือนภัย 'กลลวงความรัก' สร้างความเสียหายทั่วโลก

TDRI เผยสถิติน่าตกใจ 'กลลวงความรัก' สร้างความเสียหายทั่วโลกกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์

ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันแห่งความรักที่ผู้คนแสดงออกถึงความรักในรูปแบบต่างๆ โลกดิจิทัลได้เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพใช้คำว่า 'รัก' เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมอย่างแพร่หลาย น.ส.อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัยด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ 'Romance scam' หรือการหลอกลวงด้วยความรัก

สถิติความเสียหายระดับโลกและไทยที่น่าตกใจ

จากข้อมูลของ Federal Trade Commission (FTC) พบว่าในช่วงปี 2017 ถึง 2020 ประชาชนทั่วโลกสูญเงินไปกับการหลอกลวงด้วยความรักมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นมูลค่าความเสียหายที่สูงกว่าการฉ้อโกงประเภทอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ในปี 2023 มูลค่าความเสียหายจาก Romance scam พุ่งสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยผู้เสียหายแต่ละรายสูญเงินประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการรายงานสำหรับกลโกงแอบอ้างตัวตน

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ก็ไม่แตกต่างกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ระหว่างปี 2565 ถึง 2567 พบว่ามีคดี Romance scam มากถึง 5,164 คดี สร้างความเสียหายทางการเงินรวมกว่า 1.6 พันล้านบาท สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ Romance scam มักดำเนินการโดยขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เหยื่อสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลและยากต่อการติดตามตัวผู้กระทำผิด

กลไกการหลอกลวงและความท้าทายทางกฎหมาย

Romance scam คือเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้จิตวิทยาเพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับเหยื่ออย่างรวดเร็ว เมื่อได้ความไว้วางใจแล้ว พวกเขาจะสร้างสถานการณ์หลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินหรือมอบทรัพย์สินมีค่า โดยมักสัญญาว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนทรัพย์สินจนหมด มิจฉาชีพจะตัดการติดต่อทันที ทำให้เหยื่อไม่สามารถตามตัวได้อีก

น.ส.อัชราภรณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การพิสูจน์เจตนาฉ้อโกงในคดีประเภทนี้ทำได้ยาก เนื่องจากเหยื่อมักให้เงินไปด้วยความผูกพันโดยไม่คาดหวังผลตอบแทนที่ชัดเจน ทำให้ลักษณะการกระทำคล้ายคลึงกับการ 'ให้โดยเสน่หา' ซึ่งไม่มีความผิดตามกฎหมาย หากรูปคดีไม่ชัดเจนเพียงพอ เช่น มีการดำเนินการเป็นขบวนการ ก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในการพิสูจน์ ส่งผลให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ความเป็นธรรม

การพัฒนารูปแบบการหลอกลวงและมาตรการแก้ไข

ในปัจจุบัน Romance scam ได้พัฒนาความซับซ้อนจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า 'รักหลอกลงทุน' (Hybrid Scam) ซึ่งผสมผสานการหลอกให้รักกับการชักชวนให้ลงทุน สร้างความเสียหายทางการเงินได้มากกว่าการหลอกโอนเงินทั่วไป บางกรณีเหยื่อถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวหรือตัดสินใจจบชีวิต

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาในประเทศไทย ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) เป็นกลไกหลักในการรับแจ้งคดีผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งอนุญาตให้ระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ทันที

อย่างไรก็ตาม TDRI เสนอว่ารัฐควรพัฒนากลไกเพิ่มเติม เช่น สร้างระบบฐานข้อมูลบัญชีต้องสงสัยที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ร่วมกับธนาคารกำหนดให้ธุรกรรมที่น่าสงสัยต้องมีระบบเตือนและยืนยันซ้ำ (enhanced confirmation) เพื่อให้ผู้โอนทบทวนก่อนทำธุรกรรม รวมถึงใช้มาตรการเชิงป้องกันด้วยการสื่อสารสาธารณะที่ให้ข้อมูลเชิงรูปธรรมเกี่ยวกับวิธีการหลอกลวงแบบ Hybrid Scam แทนการรณรงค์ทั่วไปที่ไม่ชัดเจน

สรุปได้ว่า Romance scam เป็นปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่รุนแรงและข้ามชาติ รัฐบาลจำเป็นต้องจริงจังกับการแก้ไขโดยใช้มาตรการทั้งป้องกันและปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงและปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์ที่แฝงมากับความรัก