เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายสัญญาภัชร สามารถ ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีทำร้ายร่างกาย พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ตามหมายเรียกที่ออกโดยพนักงานสอบสวน
สอบปากคำ 2 ชั่วโมง ให้การปฏิเสธ
พนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ประมาณ 2 ชั่วโมง โดยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือตามขั้นตอน ก่อนจะอนุญาตให้เดินทางกลับ
ปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อ อ้างมาแจ้งความลูกน้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาถึงอาคารแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พบผู้สื่อข่าวรออยู่จำนวนมากเพื่อขอทำข่าว แต่ได้รับการปฏิเสธ พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า “อย่าทำเลย มาแจ้งความลูกน้องน่ะ” ก่อนจะเดินเข้าไปพบพนักงานสอบสวนทันที
ต่อมา ก่อนเดินทางกลับ บิ๊กโจ๊กยังพยายามหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ระบุเพียงว่า “แจ้งความเสร็จแล้ว” เมื่อถูกถามเพิ่มเติมว่าแจ้งความลูกน้องกี่ราย เป็นใครบ้าง และเกี่ยวข้องกับคดีเดิมหรือไม่ เขาตอบเพียงว่า “ยัง ๆ เดี๋ยวถามทนายนะ” ก่อนปฏิเสธให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ทนายแจงเป็นการมาตามหมายเรียกคดีเดิม
ขณะที่นายสัญญาภัชร ทนายความ เปิดเผยว่า การมาครั้งนี้เป็นการเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก กรณีอดีตลูกน้อง ได้แก่ พ.ต.ท.คริษฐ์ และ พ.ต.อ.อาริศ แจ้งความไว้ที่กองปราบปราม ข้อหาทำร้ายร่างกาย วันนี้เป็นการมาพบตามกระบวนการกฎหมายเท่านั้น ไม่มีประเด็นอื่นเพิ่มเติม
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในหน่วยงาน ซึ่งอดีตลูกน้องทั้งสองรายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไว้ก่อนหน้านี้ โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้มาพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป



