หญิงโสดวัย 50 ปี ในจังหวัดอุดรธานี ต้องเผชิญกับความช้ำใจ หลังจากถูกชายที่รู้จักผ่านเฟซบุ๊กหลอกลวง เชิดรถยนต์และทรัพย์สินมีค่า หนีหายไปอย่างไม่ปรานี โดยตำรวจสามารถติดตามรถคืนมาได้ แต่ทรัพย์สินอื่นๆ ยังคงสูญหาย และกำลังเตรียมออกหมายจับผู้ต้องหา
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ออนไลน์
นางบี (นามสมมติ) อายุ 50 ปี ชาวอุดรธานี เล่าว่าเธอได้รู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยชายคนนี้ใช้ชื่อว่านายปู อายุ 42 ปี มาจากตำบลมาย อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ทั้งคู่พูดคุยกันผ่านแชตเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน โดยนายปูแสดงตัวว่าน่าเชื่อถือ อ้างว่ามีชื่อ-นามสกุลและที่อยู่จริงที่สามารถตรวจสอบได้ แต่ปฏิเสธที่จะให้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก
นายปูอ้างว่าเป็นคนจันทบุรี แต่มาทำงานขายทุเรียนอยู่ที่สกลนคร ซึ่งอยู่ใกล้กับอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี และในขณะนั้นกำลังจะไปทำงานที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยบอกว่าจะนั่งรถทัวร์มาหาเธอ พร้อมกับแจ้งว่าจะมารับเหมางานเป็นโฟร์แมนที่อำเภอหนองวัวซอ ซึ่งนางบีก็เชื่อตามนั้น
การนัดพบและเหตุการณ์ที่ตามมา
นายปูได้ขอเป็นแฟนกับนางบี แต่เธอบอกว่ายังไม่พร้อมและขอศึกษานิสัยกันไปก่อน อย่างไรก็ตาม นายปูยืนยันว่าพร้อมมีแฟนใหม่ เนื่องจากภรรยาเสียชีวิตแล้ว ทำให้นางบีหลงเชื่อและตกลงนัดเจอกันในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในตำบลสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ที่รีสอร์ทเป็นเวลา 3 วัน โดยในเช้าวันอาทิตย์ได้พากันไปทำบุญที่วัดภูทองเทพนิมิต อำเภอหนองแสง ซึ่งนายปูเป็นคนขับรถยนต์ของนางบี ทำให้เธอมีโอกาสถ่ายรูปเขาไว้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนายปูขอให้นางบีออกเงินก่อน โดยอ้างว่าเงินเดือนยังไม่ออก และสัญญาว่าจะคืนเงินให้เมื่อเงินเดือนออก 25,000 บาท
หลังจากกลับมาจากวัด ในเย็นวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นายปูบอกว่าเงินเดือนเข้าแล้ว และจะขับรถของนางบีไปซื้อเบียร์มาให้ รวมถึงจะกดเงินมาใช้คืนให้เธอประมาณ 5,000 บาท นางบีหลงเชื่อและอนุญาตให้เขาขับรถออกไป
การหลอกลวงและทรัพย์สินที่หายไป
นายปูโทรมาถามนางบีว่าจะกินเบียร์หรือเหล้า และขอให้เธอบอกเลขที่บัญชีเพื่อโอนเงิน 10,000 บาทให้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่นางบีบอกเลขบัญชีไปแล้ว ก็ไม่มีเงินเข้าบัญชีแต่อย่างใด และนายปูก็เงียบหายไป ไม่สามารถติดต่อได้อีก
นางบีพบว่าโปรไฟล์เฟซบุ๊กของนายปูเปลี่ยนเป็นรูปแมว และเมื่อโทรไปก็ไม่รับสาย แถมยังถูกบล็อกเฟซบุ๊กอีกด้วย เมื่อเธอตรวจสอบห้องนอน ก็พบว่ากระเป๋าเสื้อผ้าของนายปูหายไปหมด พร้อมกับสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง พระหลวงปู่ทวดรุ่นกะไหล่ทอง ปี 2508 ที่กรอบพระเลี่ยมทองฝังเพชร รวมมูลค่าประมาณ 80,000 บาท ซึ่งวางไว้ก็หายไปด้วย
นางบีจึงรีบเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเมืองอุดรธานีในเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับนำกุญแจสำรองรถยนต์มาให้ตำรวจ เพื่อใช้ในกรณีที่พบรถจะได้เปิดได้ทันที
การติดตามรถคืนและขั้นตอนทางกฎหมาย
ต่อมาในเวลา 12.00 น. ของวันเดียวกัน พันตำรวจเอกพัฒนวงศ์ จันทร์พล ผู้กำกับการสถานีตำรวจเมืองอุดรธานี และพันตำรวจโทพิเชฐ ปักเคธาติ รองผู้กำกับการสืบสวนสถานีตำรวจเมืองอุดรธานี ได้นำตัวผู้ต้องหาทุบรถลักทรัพย์ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จแล้ว
ตำรวจพบรถยนต์โตโยต้า รุ่นเวลอส สีขาว ที่นางบีแจ้งหาย จอดอยู่ที่ลานจอดรถหน้าห้างแห่งหนึ่ง จึงใช้กุญแจสำรองเปิดรถและพบว่ารถอยู่ในสภาพปกติ จากนั้นได้นำรถกลับไปที่โรงพักและโทรแจ้งให้นางบีมาตรวจสอบ
นางบีรู้สึกดีใจมากที่ได้รถคืน แต่สร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองยังไม่ได้รับการคืน เธอยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับนายปูต่อไป โดยกล่าวว่า "ดีใจมากที่ได้ความยุติธรรมคืนมา ได้รถคืนมา ขอบคุณตำรวจที่ติดตามรถคืนมาได้อย่างรวดเร็ว ตำรวจดีๆ ก็มี ไม่ใช่มีแต่ตำรวจไม่ดีที่เป็นข่าว"
นางบียังได้ฝากข้อคิดว่า "บทเรียนครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ อยากบอกทุกคนว่า อย่าไว้ใจคน กลั่นกรองและคัดเลือกก่อน ในเฟซบุ๊กและออนไลน์ให้ตัดไปเลย ควรจะพบหน้ากันดีกว่า" และฝากถึงนายปูว่า "คุณทำคุณน่าจะรู้ว่า คุณเอาจิตใจความรู้สึกของคนมาเล่นมันไม่ถูกต้อง ถ้าคนไม่มีความรู้ ไม่มีเพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือ อาจจะไม่สามารถเดินทางมาแจ้งความได้เลย จะหารถไม่พบเร็วขนาดนี้ อาจจะได้รถช้ากว่านี้"
การดำเนินคดีต่อเนื่อง
พันตำรวจเอกพัฒนวงศ์ จันทร์พล เปิดเผยว่า แม้ว่าจะได้รถคืนแล้ว แต่ยังมีทรัพย์สินอื่นๆ ที่ยังไม่ได้คืน จึงได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับนายปู เตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการสร้างความสัมพันธ์ออนไลน์ และความสำคัญของการระมัดระวังในการพบปะกับบุคคลที่รู้จักผ่านโลกดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมีค่า