จากกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และยิ่งทวีความหนักแน่นขึ้นทุกวัน กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่า "ซุกหุ้น" นั้น ขณะนี้มีคำร้องหลายชุดที่กำลังจะถูกยื่นต่อศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาการใช้ดุลยพินิจและการกระทำของ ป.ป.ช. ในครั้งนี้
นายศรีสุวรรณยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน
นายศรีสุวรรณ จรรยา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การใช้ดุลยพินิจหรือการกระทำของ ป.ป.ช. ขัดหรือแย้ง หรือไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ "ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันทุกองค์กร" แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้องด้วยเหตุผลว่า "ไม่พบว่าเป็นการจงใจ" ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 1/2567 ชี้ชัดว่า การ "ซุกหุ้น" เป็นการกระทำอันต้องห้าม ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
กลุ่ม สว.อิสระร่วมมือกับ สส.พรรคประชาชน
อีกด้านหนึ่ง กลุ่ม สว.อิสระได้ออกแถลงการณ์ พร้อมที่จะร่วมมือกับ สส.พรรคประชาชน ในการเข้าชื่อกันของสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 140 ชื่อ เพื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ให้เสนอต่อประธานศาลฎีกาพิจารณาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อสอบข้อเท็จจริงว่า ป.ป.ช. มีมาตรฐานสองมาตรฐานหรือไม่ สืบเนื่องจากข้อกังขาในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ ที่มีการพิจารณาดำเนินคดีของแต่ละฝ่ายและแต่ละบุคคลแตกต่างกัน โดยกรณีนายศักดิ์สยามนั้น ไม่แตกต่างกับคดีของแหวนแม่นาฬิกาเพื่อน แต่กลับแตกต่างกับคดีของ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล
ป.ป.ช. ชี้แจงเหตุผลการยกคำร้อง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ป.ป.ช. ได้ออกเอกสารชี้แจงการยกคำร้องนายศักดิ์สยาม โดยระบุว่า พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจปกปิดหรือแจ้งข้อมูลเท็จ และยืนยันว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงไม่พบการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเข้าประมูลงานรัฐ
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุในเอกสารชี้แจงว่า นายศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเป็น สส. และรัฐมนตรีรวม 6 ครั้ง โดยไม่ปรากฏรายการเงินลงทุนในหุ้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ายังคงถือครองหุ้นไว้โดยมีนาย ศ. ดูแลแทน ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว แต่เอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่านายศักดิ์สยามและนาย ศ. ได้มีการซื้อ-ขายสิทธิเงินลงทุน ชำระเงิน และเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ก่อนที่นายศักดิ์สยามจะยื่นบัญชีต่อ ป.ป.ช. และหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายศักดิ์สยามได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย โดยขอให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนคืนและออกจากการเป็นผู้ถือหุ้น แต่นาย ศ. กลับเพิกเฉย ทำให้ต้องยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ก่อนจะยอมความกัน และนายศักดิ์สยามจึงปรับปรุงบัญชี จัดทำเอกสารซื้อขาย ชำระเงิน และแจ้งต่อ ป.ป.ช.
ด้วยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ป.ป.ช. เห็นว่านายศักดิ์สยามเข้าใจว่าได้โอนหุ้นไปแล้ว จึงไม่ดำเนินการใด ๆ และไม่ได้แสดงหุ้น เมื่อ ป.ป.ช. พิจารณาในวันที่ 8 กันยายน 2568 ก็เห็นว่ารายการ "ถูกต้องและมีอยู่จริง" ไม่ปรากฏความผิดปกติ จึงฟังไม่ได้ว่าจงใจยื่นเท็จหรือปกปิด หรือมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดง ป.ป.ช. อ้างอิงในเอกสารว่าข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยเป็นคนละประเด็นกับศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ขัดหรือแย้งกัน และจากการสอบพยาน 25 ปาก ไม่ปรากฏการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อ แทรกแซง หรือสมยอมเพื่อให้เป็นคู่สัญญากับรัฐ รวมทั้งกำไรจาก 77 ล้านเศษในปี 2557 เป็น 147 ล้านเศษในปี 2558 ก็เกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง
วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ
ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระ โดยเฉพาะที่พุ่งเป้าไปที่ ป.ป.ช. ยังไม่นับรวมองค์กรอื่นที่มีกรรมการซึ่งได้รับการพิจารณา เห็นชอบ และแต่งตั้งโดยวุฒิสภาชุดนี้ โดยเฉพาะ กกต. และนี่ยังไม่นับรวมกระแสที่กำลังลือกันว่าวุฒิสภากำลังใช้พลังภายในผลักดันบุคคลหนึ่ง เพื่อเข้าไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอาจได้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ด้วย



