ปิยะบุตร แถลงปมดิไอคอนกรุ๊ป ถูกแจ้งข้อหาหนัก ผิด พ.ร.ก.กู้ยืม
ปิยะบุตร แถลงปมดิไอคอนกรุ๊ป ถูกแจ้งข้อหาหนัก

ปิยะบุตร แถลงปมดิไอคอนกรุ๊ป ถูกแจ้งข้อหาหนัก ผิด พ.ร.ก.กู้ยืม

นายปิยะบุตร แสงกนกกุล ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาแถลงข่าวถึงกรณีที่บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาหนักในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 โดยระบุว่าลูกความของตนคือผู้บริหารบริษัทดังกล่าว ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้

รายละเอียดของคดี

การแจ้งข้อหาครั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (บก.ปคบ.) ว่าถูกบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป หลอกลวงให้ร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูง แต่ต่อมาไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนตามที่ตกลงไว้ สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท

นายปิยะบุตรกล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกแจ้งข้อหานั้นเป็นความผิดตามมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ทนายปิยะบุตรยืนยันความบริสุทธิ์

ทนายปิยะบุตรยืนยันว่าลูกความของตนบริสุทธิ์ พร้อมที่จะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยได้เตรียมหลักฐานต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจของดิไอคอนกรุ๊ปนั้นเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด

“ลูกความของผมดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการจดทะเบียนบริษัทอย่างถูกต้อง และมีการชี้แจงเงื่อนไขการลงทุนให้กับผู้ลงทุนทราบอย่างชัดเจน การที่ถูกแจ้งข้อหานี้เป็นความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่” นายปิยะบุตรกล่าว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความคืบหน้าของคดี

ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน โดยนายปิยะบุตรได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวลูกความ ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และต้องรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนทุก 30 วัน

ด้านผู้เสียหายบางส่วนได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด และให้บริษัทดิไอคอนกรุ๊ปชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมีการรวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ทนายปิยะบุตรกล่าวทิ้งท้ายว่า พร้อมที่จะนำพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความ และขอให้สังคมอย่าเพิ่งตัดสินว่าลูกความผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา