ดีเอสไอรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ พบกว่า 10 บริษัทเข้าข่ายผิด เรียก 8 แห่งชี้แจง
ดีเอสไอรับคดีกักตุนน้ำมัน พบ 10 บริษัทผิด เรียก 8 แห่งชี้แจง

ดีเอสไอรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ พบกว่า 10 บริษัทเข้าข่ายผิด เรียก 8 แห่งชี้แจง

วันนี้ (16 เมษายน 2569) มีการแถลงความคืบหน้าคดีกักตุนน้ำมันอย่างเป็นทางการ หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ โดยมี 6 หน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการสรุปผลการทำงานร่วมกัน การแถลงครั้งนี้ทำให้รูปแบบการกระทำผิดและปริมาณน้ำมันที่หายไปมีความชัดเจนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

พบความผิดปกติในช่วงวิกฤตพลังงาน

พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21-25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตพลังงาน ได้พบความผิดปกติจากค่าเฉลี่ยการจ่ายน้ำมัน โดยปกติแล้วจะจ่ายน้ำมันวันละประมาณ 2 ล้านลิตร แต่ในช่วงวันที่ 21-24 มีนาคม การจ่ายน้ำมันต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ต่อมาในวันที่ 25 มีนาคม การจ่ายน้ำมันกลับสูงกว่าปกติ เนื่องจากวันถัดไป (26 มีนาคม) ราคาน้ำมันได้ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. กลุ่มคลังน้ำมัน: เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 3 แห่งและจ็อบเบอร์ 2 แห่ง ซึ่งมีน้ำมันในปริมาณมาก แต่ไม่จ่ายน้ำมันหรือจ่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่กำหนด
  2. การขนส่งน้ำมันทางเรือล่าช้า: พบเรือลอยลำเพื่อรอราคาน้ำมันขึ้น จำนวน 7.9 ล้านลิตร
  3. การขนส่งน้ำมันทางบก: จากคลังน้ำมันไปยังปั๊มน้ำมัน แต่ไม่ระบุปลายทางที่ชัดเจน จำนวน 662 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันรวม 2.1 ล้านลิตร รวมถึงกรณีส่งไม่ตรงปลายทาง ออกนอกเส้นทาง และปิดระบบ GPS จำนวน 15 เที่ยว มีปริมาณน้ำมัน 140,000 ลิตร ส่งผลให้น้ำมันขาดแคลนที่หน้าปั๊ม

รวบรวมพยานหลักฐานและสมมติฐานการกระทำผิด

พลตำรวจโทนพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งเอกสารและบุคคลจากโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งและคลังน้ำมัน 92 แห่ง พร้อมด้วยข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีสมมติฐานการกระทำผิด 3 ข้อ ดังนี้

  • กรณีรับน้ำมันแล้วไม่เข้าปั๊ม: ตรวจพบบริษัทแห่งหนึ่งที่เป็นจ็อบเบอร์และมีปั๊มน้ำมันของตัวเองที่จังหวัดขอนแก่น ใช้รถขนน้ำมันจากคลัง แต่ไม่นำไปเก็บที่ถังเก็บและถ่ายน้ำมันสู่รถไว้ที่ถังเก็บแทน ซึ่งพลังงานจังหวัดขอนแก่นได้แจ้งความแล้ว
  • คลังน้ำมันและผู้ค้าในอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง: พบการขายน้ำมันเตาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บน้ำมันเกิน 200,000 ลิตร ซึ่งเคยจดทะเบียนแต่ยกเลิกไปแล้ว ยังใช้รถของตนเองไปรับน้ำมันจากจังหวัดสระบุรีเป็นการรับจ้างที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งพลังงานจังหวัดระยองได้แจ้งความแล้ว
  • คลังน้ำมันที่เป็นจ็อบเบอร์ในจังหวัดสมุทรสาคร: มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 40,000 ลิตร พร้อมหัวจ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งที่ขอใช้ถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่ในช่วงวิกฤตกลับใช้เก็บน้ำมันดีเซล พบการถ่ายน้ำมันโดยตรงไม่เข้าถังเก็บน้ำมัน ซึ่งพลังงานจังหวัดได้แจ้งความเอาผิดแล้วเช่นกัน

สำหรับกรณีบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี พบบริษัทส่งน้ำมันตามคำสั่งผู้ค้า 6 บริษัท ซึ่งพบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ (สะท้อนการจ่ายน้ำมันมากหรือน้อย) โดยพบความผิดปกติในช่วงก่อนและหลังประกาศขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 26 มีนาคม เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นการประวิงเวลา จึงมอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของน้ำมันทั้ง 6 บริษัทมาชี้แจง

ตรวจสอบพฤติกรรมเรือและความคืบหน้าของดีเอสไอ

พลเรือเอกธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือและเลขาธิการศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล เปิดเผยว่า การตรวจสอบพฤติกรรมเรือ 99 เที่ยวเรือ พบผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ ประกอบด้วย เดินเรือล่าช้า 1 วัน 14 เที่ยวเรือ และเดินเรือล่าช้า 2 วัน 6 เที่ยวเรือ มีการปิดระบบจำนวน 10 เที่ยวเรือ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ปกติ รวมถึงเรือลอยลำประชิดกันในทะเล จำนวน 2 เที่ยวเรือ และเดินเรือประวิงเวลา 8 เที่ยวเรือ ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้ส่งให้ดีเอสไอแล้ว

สำหรับการดำเนินการของดีเอสไอหลังจากรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ ขณะนี้พบแล้วกว่า 10 บริษัทเข้าข่ายกระทำความผิด และพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก 8 บริษัทเข้ามาชี้แจงในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ดีเอสไอยังได้รับโอนคดีจากพนักงานสอบสวนภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าสู่การสอบสวนในฐานะคดีพิเศษแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง