ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 30 ปี “โจ้ พฤติกร” อดีตทีมงานคณะก้าวหน้า ฐานดูหมิ่นสถาบันฯ
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 30 ปี “โจ้ พฤติกร” อดีตทีมงานคณะก้าวหน้า

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 30 ปี “โจ้ พฤติกร” อดีตทีมงานคณะก้าวหน้า ฐานดูหมิ่นสถาบันฯ

ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ให้จำคุกนายพฤติกร สาระกุล หรือโจ้ อดีตทีมงานคณะก้าวหน้า เป็นเวลา 30 ปี ในความผิดดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

รายละเอียดการพิจารณาคดี

การพิจารณาคดีเกิดขึ้นที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา เวลา 10.00 น. ของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ในคดีหมายเลขดำ อ.1486/2566 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายพฤติกร สาระกุล ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้หมิ่นประมาทและดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านการโพสต์ข้อความในแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ระหว่างวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2565

ข้อกล่าวหาระบุว่าจำเลยได้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ใส่ความ หมิ่นประมาท และดูหมิ่นเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นประมุขและดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ การกระทำดังกล่าวน่าจะทำให้เกิดความเกลียดชัง ปลุกปั่นให้ประชาชนเข้าใจผิด และจูงใจให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลที่โพสต์นั้นเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

การหลบหนีและกระบวนการทางกฎหมาย

ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยได้หลบหนี ทำให้ศาลต้องออกหมายจับและมีคำสั่งปรับนายประกัน ทนายความในคดีนี้คือนายอานนท์ นำภา ซึ่งเป็นทนายความและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังถูกจำคุกจากคดีมาตรา 112 เช่นกัน เขาได้เดินทางจากเรือนจำเพื่อเข้ามาฟังการพิจารณาของศาลในครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.1485/2566 ให้จำคุกนายพฤติกรเป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาดูหมิ่นสถาบันฯ และความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ มาแล้วหนึ่งสำนวน

คำพิพากษาและโทษที่ได้รับ

ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) ซึ่งเป็นความผิดหลายบท ศาลจึงมีคำสั่งให้ลงโทษทุกกระทงความผิด โดยให้ลงโทษจำเลย 10 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมเป็นโทษจำคุก 30 ปี

นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้นับโทษจำคุก 30 ปีในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุก 20 ปีในคดีหมายเลขดำ อ.1485/2566 ที่ศาลอาญาได้พิพากษามาแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้โทษรวมของจำเลยในทั้งสองคดีมีความรุนแรงและต่อเนื่องกัน

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดในประเด็นความมั่นคงและความเคารพต่อสถาบันหลักของชาติ โดยกระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ