ป.ป.ช. ส่งหนังสือถาม กสทช. ปมละเว้นไม่กราบบังคมทูลให้ประธานพ้นตำแหน่ง
ป.ป.ช. สอบ กสทช. ปมละเว้นไม่กราบบังคมทูลประธานพ้นตำแหน่ง

ป.ป.ช. สอบ กสทช. ปมละเว้นไม่กราบบังคมทูลให้ประธานพ้นตำแหน่ง

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐานในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการละเว้นไม่นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งที่มีข้อสงสัยเรื่องการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม โดยกำหนดให้ส่งข้อมูลกลับภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ

ข้อสงสัยและคำถามจาก ป.ป.ช.

หนังสือของ ป.ป.ช. ซึ่งลงวันที่ 1 เมษายน 2569 ระบุชัดเจนว่าเป็นการขอข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎหมาย โดยตั้งคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่

  1. การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. อยู่ในอำนาจของหน่วยงานหรือบุคคลใด
  2. หากพบว่ากรรมการ กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม สำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการอย่างไร
  3. หากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับประธาน กสทช. เอง คณะกรรมการ กสทช. มีอำนาจและหน้าที่ต้องทำอะไรต่อไปตามกฎหมาย

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า หนังสือฉบับนี้ไม่ได้ถามเชิงเทคนิคหรือพิธีการ แต่พุ่งตรงไปที่โครงสร้างความรับผิดชอบ โดยเน้นย้ำว่า หากข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติเกิดขึ้นจริง ใครต้องเป็นผู้ชี้ขาด ใครต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน และใครต้องรับผิดชอบหากปล่อยให้เรื่องค้างอยู่โดยไม่มีการดำเนินการใดๆ ตามกฎหมาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาและแนวทางภายใน กสทช.

หลังได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช. มีรายงานว่ามีความพยายามภายในสำนักงาน กสทช. ที่จะไม่ให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. โดยอ้างว่านพ.สรณ ได้สั่งการให้นายไตรรัตน์ ห้ามนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมหรือแจ้งให้กรรมการรับทราบโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ แนวทางที่ถูกยืนยันภายในคือ การย้ำว่าประธาน กสทช. ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมาแล้วโดยคณะกรรมการสรรหา กสทช. และต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่ควรตีความหรือดำเนินการใดนอกเหนือจากแนวทางเดิม พร้อมกันนั้นมีการยืนยันด้วยว่าคณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภา ชุดที่แล้ว ซึ่งเคยตรวจสอบประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ก่อนหน้านี้ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว

ไทม์ไลน์และประเด็นกฎหมายที่ซับซ้อน

หากย้อนดูไทม์ไลน์การสรรหาและการแต่งตั้ง พบว่านพ.สรณ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2564 ร่วมกับบุคคลอื่นรวม 7 คน หลังจากนั้นรายชื่อถูกส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ และในวันที่ 20 ธันวาคม 2564 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่ง 5 คน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลและมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 เมษายน 2565

อย่างไรก็ตาม ปมที่ทำให้ข้อสงสัยยังคงอยู่คือข้อเท็จจริงอีกด้าน เช่น แม้นพ.สรณจะลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แต่ยังมีข้อมูลที่ระบุว่าเจ้าตัวยังคงตรวจและรักษาคนไข้โดยได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่องจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 รวมถึงประเด็นการลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่อาจยังไม่สมบูรณ์

แหล่งข่าวชี้ว่า หากยึดตามข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงลักษณะดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเข้าข่ายเป็น "บทสันนิษฐานเด็ดขาด" ตามมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ซึ่งอาจนำไปสู่คำถามว่ากระบวนการทั้งหมดควรต้องย้อนกลับไปสู่การสรรหาใหม่หรือไม่

ช่องว่างทางกฎหมายและความรับผิดชอบ

จุดอันตรายที่สุดของเรื่องนี้คือช่องว่างในทางปฏิบัติของกฎหมาย เพราะแม้จะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจำนวนมากถูกหยิบขึ้นมาประกอบแล้ว แต่กลับยังไม่มีบทบัญญัติที่เขียนไว้ชัดเจนว่า หากเกิดกรณีประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามขึ้นมาภายหลัง ใครคือผู้มีอำนาจชี้ข้อเท็จจริงและใครคือผู้มีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนกระบวนการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ หนังสือของ ป.ป.ช. ครั้งนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าการสอบถามข้อมูลทั่วไป เพราะกำลังกดดันให้สำนักงาน กสทช. ต้องตอบให้ชัดเจนว่าระบบกฎหมายที่ใช้อยู่จะรับมือกับกรณีเช่นนี้อย่างไร และเมื่อข้อสงสัยพุ่งตรงไปที่ตัวประธานองค์กร ใครจะเป็นคนตัดสินใจ ใครจะเป็นคนลงมือ และใครจะยอมรับผลของการไม่ทำอะไรเลย