เหตุการณ์สะเทือนใจในออสเตรเลีย เด็กชายวัย 12 ปีถูกประตูรถบัสหนีบลากไกล 350 เมตร
เกิดเหตุการณ์น่าตกใจในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเด็กชายวัย 12 ปีถูกประตูรถบัสหนีบแขนและกระเป๋า ทำให้ติดคาประตูและถูกลากไปตามถนนไกลกว่า 350 เมตร โชคดีที่เด็กสามารถยกขาขึ้นจากพื้นได้ทันก่อนจะถูกล้อทับ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
รายละเอียดเหตุการณ์ระทึกขวัญ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ในย่านวีลเลอร์ส ฮิลล์ นครเมลเบิร์น ขณะที่นาธาเนียล เด็กชายวัย 12 ปี กำลังก้าวลงจากประตูด้านหลังรถบัสเพื่อไปโรงเรียน จู่ๆ ประตูรถก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว หนีบแขนขวาและกระเป๋าเป้ของเขาไว้ ทำให้ร่างกายส่วนใหญ่อยู่ข้างนอกรถ ในขณะที่แขนยังติดอยู่ภายใน
ทันใดนั้น คนขับรถได้เคลื่อนรถออกตัวไปทันทีโดยไม่สังเกตเห็นเหตุการณ์ เกรซ ผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกชายต้องตัดสินใจยกขาขึ้นจากพื้นเพื่อไม่ให้ถูกล้อทับ และถูกลากไปตามถนนเป็นระยะทางไกลถึง 350 เมตร จนกระทั่งรถจอดป้ายถัดไปประตูจึงเปิดออก นาธาเนียลจึงหลุดออกมาได้ โดยมีพลเมืองดีที่ขับรถตามมาพยายามบีบแตรเตือนและถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้ได้
ข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยและการตอบสนองจากบริษัท
แม่ของเด็กเปิดเผยว่า รถบัสคันดังกล่าวมีเซนเซอร์ตรวจจับเพียงตัวเดียวที่กึ่งกลางประตู แต่ลูกชายของเธอถูกหนีบในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเซนเซอร์ ทำให้ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ส่งไปถึงคนขับ นอกจากนี้ นางเกรซยังตำหนิบริษัทรถบัส Ventura Bus ว่ามีท่าทีเพิกเฉยและไม่แสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังในช่วงแรก โดยอ้างเพียงว่าจะให้คนขับเข้ารับการประเมินและให้คำปรึกษาเท่านั้น
ล่าสุด ทางบริษัท Ventura Bus ออกมายอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าตกใจอย่างยิ่ง และยืนยันว่า คนขับรถคันดังกล่าวถูกไล่ออกจากงานเรียบร้อยแล้ว หลังสิ้นสุดกระบวนการสอบสวนทางวินัย
ผลกระทบทางจิตใจและความห่วงใยจากทางการ
แม้ว่านาธาเนียลจะไม่ได้รับบาดเจ็บทางกายที่รุนแรง นอกจากรอยฟกช้ำเล็กน้อย แต่แม่ของเขาเผยว่าลูกชายได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก เขามีอาการวิตกจริตและเกิดอาการแพนิค ทุกครั้งที่เห็นรถบัสบนท้องถนน จนไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนเองได้เหมือนเดิม และต้องเข้ารับการบำบัดกับจิตแพทย์อย่างต่อเนื่องในขณะนี้
ด้านนางจาซินตา อัลลัน มุขมนตรีแห่งรัฐวิกตอเรีย ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อครอบครัว และสั่งการให้คณะกรรมการอุบัติเหตุจากการขนส่งเข้ามาดูแลช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าภาพที่เห็นเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับพ่อแม่ทุกคน
เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในรัฐวิกตอเรีย เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการความปลอดภัยในการขนส่งสาธารณะ และความรับผิดชอบของบริษัทผู้ให้บริการ



