ไฟไหม้รุนแรงตึกแถว 7 ชั้นกลางเมืองหาดใหญ่ ระดมรถดับเพลิงเกือบ 10 คัน
เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงขึ้นในวันสงกรานต์ โดยจุดเกิดเหตุเป็นตึกแถวสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่กลางเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถดับเพลิงเกือบ 10 คันเข้าควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้อย่างหนัก เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุอาจมาจากไฟฟ้าลัดวงจร
รายละเอียดเหตุการณ์และความเสียหาย
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.15 น. ของวันที่ 13 เมษายน 2569 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตึกแถวแห่งนี้ตั้งอยู่ปากซอย 1 ถนนพลพิชัย ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ใกล้กับตลาดนัดยรรยง โดยอาคารดังกล่าวเปิดเป็นร้านขายสีภายใต้ชื่อบริษัทยงชัยวัฒน์ คัลเลอร์คาร์ จำกัด ซึ่งจำหน่ายทั้งสีทาบ้านและสีรถยนต์
ไฟเริ่มลุกไหม้อย่างรุนแรงจากชั้นล่างของตึกแถว โดยเปลวไฟพุ่งทะลุประตูออกมาด้านนอกและค่อยๆ ลุกลามขึ้นไปยังชั้นบนอย่างต่อเนื่อง สาเหตุที่ไฟโหมแรงเป็นพิเศษเนื่องจากภายในร้านมีถังสีเก็บอยู่เป็นจำนวนมากในชั้น 1, ชั้น 2 และชั้น 3 ซึ่งวัสดุเหล่านี้เป็นเชื้อไฟอย่างดี ทำให้เกิดกลุ่มควันไฟสีดำพวยพุ่งและมีเสียงปะทุดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การระดมกำลังและความพยายามดับไฟ
นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้สั่งการให้ระดมรถดับเพลิงเกือบ 10 คันมาฉีดน้ำควบคุมเพลิง ในขณะที่ พ.ต.อ.มาชา แก้วทอง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ก็สั่งระดมกำลังตำรวจมาควบคุมพื้นที่และดูแลการจราจรเพื่ออำนวยความสะดวกในการดับไฟ
นอกจากนี้ ยังมีกำลังเสริมจากทีมกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ้ง) หาดใหญ่ พร้อมรถพยาบาลเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงในการดับไฟที่ลุกโชนลงได้ แต่ยังคงต้องฉีดน้ำเลี้ยงต่อไปจนกว่าไฟจะดับสนิท เนื่องจากภายในอาคารยังมีไอความร้อนและควันไฟสะสมอยู่ ทำให้ยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบความเสียหายได้ทันที
โชคดีไร้ผู้บาดเจ็บและสาเหตุเบื้องต้น
โชคดีที่ขณะเกิดเหตุภายในตึกแถวแห่งนี้ไม่มีผู้พักอาศัยอยู่ จากการสอบถามแม่เจ้าของร้าน เปิดเผยว่าปกติตนจะนอนเฝ้าร้านคนเดียว แต่เมื่อคืนได้ไปนอนค้างที่บ้านอีกหลัง ส่วนลูกชายได้พาครอบครัวไปเที่ยวเมืองจีน ทำให้ไม่มีใครอยู่ในอาคารขณะไฟไหม้
ความเสียหายเบื้องต้นพบว่าชั้น 1 และชั้น 2 ของตึกแถวได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยสีและข้าวของภายในร้านถูกไฟไหม้เสียหายหมด เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร
หลังจากสถานการณ์สงบลง ทางตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานเพื่อเข้าตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนมูลค่าความเสียหายทั้งหมดจะต้องรอให้เจ้าของร้านกลับมาจากการเดินทางก่อนจึงจะสามารถประเมินได้



