สาวหล่อตี๋ โดนตร.เรียกปรับ 5,000 เพราะใส่เสื้อกล้ามไม่สุภาพ?
สาวหล่อตี๋ โดนตร.เรียกปรับ 5,000 เพราะใส่เสื้อกล้าม

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อสาวหล่อตี๋รายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจและแจ้งข้อหาว่าแต่งกายไม่สุภาพ เนื่องจากสวมใส่เสื้อกล้าม โดยมีค่าปรับถึง 5,000 บาท เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่าเธอเพียงแค่เดินออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของใกล้ๆ เท่านั้น

รายละเอียดเหตุการณ์

จากคลิปที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย จะเห็นว่าสาวหล่อตี๋สวมเสื้อกล้ามสีดำทับด้วยเสื้อเชิ้ตบางๆ แต่กลับถูกตำรวจเรียกให้หยุดและแจ้งว่าแต่งกายไม่สุภาพ โดยให้เหตุผลว่าเสื้อกล้ามเป็นชุดที่ไม่เหมาะสมสำหรับการออกนอกบ้าน เธอพยายามอธิบายว่าไม่ได้แต่งกายล่อแหลมหรือเปิดเผยร่างกายมากเกินไป แต่ตำรวจยืนยันว่าต้องเสียค่าปรับตามกฎหมาย

สาวหล่อตี๋ระบุว่าเธอรู้สึกไม่ยุติธรรม เพราะการแต่งกายของเธอในวันนั้นไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปที่ใส่เสื้อกล้ามตามห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่สาธารณะ นอกจากนี้ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีลักษณะภายนอกแบบทอมหรือสาวหล่อ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ต

หลังจากคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของตำรวจ โดยมองว่าการแต่งกายด้วยเสื้อกล้ามเป็นเรื่องปกติในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย อีกทั้งยังมีผู้ใช้โซเชียลบางรายแชร์ประสบการณ์คล้ายคลึงกันที่เคยถูกตำรวจเรียกปรับในข้อหาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนที่เห็นว่าการแต่งกายควรคำนึงถึงสถานที่และกาลเทศะ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกายไม่สุภาพยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งแต่ละท้องที่อาจมีการตีความแตกต่างกันไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388 ระบุว่า ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยการเปิดเผยร่างกายหรือกระทำการอันลามก ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งการตีความว่าเข้าข่ายหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และบริบทของเหตุการณ์

ในกรณีนี้ สาวหล่อตี๋ยืนยันว่าเธอไม่ได้เปิดเผยร่างกายในลักษณะลามก และการสวมเสื้อกล้ามไม่ควรถือเป็นความผิด เธอจึงเตรียมที่จะร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเป็นธรรม

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้ให้สอดคล้องกับยุคสมัย รวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการแต่งกายที่เหมาะสมระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน