เมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ ศาลแขวงพระนครใต้ นักแสดงและนางงามสาว ปู มัณฑนา หิมะทองคำ พร้อมด้วยทนายความได้เดินทางมาขึ้นศาลในคดีที่เธอเป็นโจทก์ฟ้อง ทนายแก้ว หรือ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล โดยในวันนี้เป็นการนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ปู มัณฑนา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เธอเป็นโจทก์ฟ้องทนายแก้ว เนื่องจากเธอได้โอนเงินให้ทนายแก้วเป็นจำนวน 150,000 บาทเพื่อว่าจ้างทำคดี แต่ทนายแก้วกลับไปพูดในรายการโหนกระแสว่าเธอจ้างให้ไปด่าคู่กรณี ซึ่งไม่เป็นความจริง
รายละเอียดการฟ้องคดี
ปู มัณฑนา กล่าวว่า คดีที่ฟ้องในวันนี้เป็นคดีแพ่ง เนื่องจากทนายแก้วไม่ได้ทำงานตามที่ตกลงและคืนเงินไม่ครบตามจำนวน โดยคดีนี้เป็นคดีที่เธอว่าจ้างทนายแก้วในคดี พ.ร.บ. เช็ค ซึ่งเป็นคดีแรกกับลูกหมี (รัศมี ทองสิริไพรศรี) จากนั้น อ้อน รุ่นน้องของปู ซึ่งทำงานในบริษัทนายหน้าแห่งหนึ่งได้อธิบายว่า ตนเป็นคนติดต่อทนายแก้วให้กับปู แต่ในวันทำคดี ปูไม่สบายจึงเลื่อนนัดพบพนักงานสอบสวน แต่ทนายแก้วกลับส่งเอกสารว่าปูไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัด ซึ่งไม่เป็นความจริง พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ บอกว่าถ้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงจะผิด จึงถามทนายแก้วว่าสามารถลงลายมือชื่อได้หรือไม่
ปูเสริมว่า ทนายแก้วไม่ยอมเซ็นว่าเป็นทนายให้ปู ทั้งที่รับเงินค่าจ้างไปแล้ว และพนักงานสอบสวนไม่รับเอกสารเพราะทนายแก้วเขียนเอกสารเท็จว่าไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัด ในความเป็นจริงปูนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีใบรับรองแพทย์ และน้องอ้อนได้นำใบรับรองแพทย์ไปมอบให้พนักงานสอบสวน หากทนายแก้วยื่นเอกสารนั้น พนักงานสอบสวนจะถือว่าเป็นแจ้งความเท็จ และทนายกุ้งหรือทนายเดชาสามารถขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายจับปูได้ ตอนนั้นปูตกใจกลัวและช็อกจนต้องเข้าโรงพยาบาล
การพบกันครั้งแรกกับทนายแก้ว
ปูเล่าว่า วันแรกที่เจอทนายแก้ว นัดคุยแถวเลียบทางด่วน แต่คุยแค่ 20 นาทีเพราะทนายแก้วอ้างว่าต้องไปออกรายการโหนกระแส จึงยังไม่ได้คุยรายละเอียดมาก หลังจากนั้นมีการโทรคุยเรื่องการยื่นเอกสารต่อพนักงานสอบสวน อ้อนเสริมว่า ปูไม่ได้ลอยแพทนายแก้ว แต่เพียงเขาไม่ลงลายมือชื่อในเอกสาร จึงคิดจะหาทนายใหม่ และคุยเรื่องเงินที่ชำระไปยังไม่ครบ แต่ทนายแก้วไปพูดในรายการว่าที่ยกเลิกเพราะไม่โบ๊ะบ๊ะให้ ทำให้เสียหาย
เมื่อถามว่าเหตุผลที่ทนายแก้วไม่ลงลายมือชื่อให้คืออะไร ปูกล่าวว่า เขาบอกว่าใครก็ลงได้ แต่ปูจ้างเขาเป็นทนายความ เขาก็ต้องทำให้ พนักงานสอบสวนแนะนำทั้งสองฝ่ายว่าถ้าวันนั้นนอนโรงพยาบาล ก็ให้ทนายแก้วเขียนตามข้อเท็จจริงว่าปูป่วย ไม่ใช่เขียนว่าไปเยี่ยมญาติที่ป่วยอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งไม่เป็นความจริง และการไปพูดในรายการโหนกระแสทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
สัญญาว่าจ้างและค่าใช้จ่าย
อ้อนบอกว่า สัญญาว่าจ้างไม่ได้ลงลายมือชื่อ มีแค่สลิปโอนเงินอย่างเดียว เพราะถ้าไม่โอนเงินทนายแก้วก็ไม่ทำงาน จริงๆ เรื่องจบไปแล้ว แต่ถ้าทนายแก้วไม่ออกรายการพูดเรื่องโบ๊ะบ๊ะ ปูก็ถือว่าจบ เงินส่วนต่างที่คงค้างก็ไม่ติดใจ แต่ทนายแก้วไปพูดในรายการ อ้อนในฐานะคนกลางอยากชี้แจงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเพื่อนและทั้งสองฝ่าย
นักข่าวถามว่า ถ้าทนายแก้วพูดในรายการว่าไม่ไปโบ๊ะบ๊ะให้ ตีความว่าเป็นการด่าคู่กรณีใช่ไหม ปูตอบว่า เป็นการพูดยุยงส่งเสริมกันทั้งพิธีกรและทนาย ตอนนั้นปูมีคู่กรณีแค่คนเดียวคือลูกหมี และจ้างให้ว่าความ ไม่ได้จ้างให้ไปด่าคู่กรณี ถ้าทนายแก้วมีหลักฐานว่าปูจ้างให้ไปด่าคู่กรณีก็เอาออกมาเลย แต่ที่พูดในรายการไม่จริง ทำให้เสียหาย ปูเพิ่งมาทราบภายหลังว่าเขาสนิทกับทนายเดชา ทนายกุ้ง และคู่กรณี อาจเป็นเหตุผลที่เขาไม่ลงลายมือชื่อว่าเป็นทนายให้
จากนั้นไม่นานก็มีการเชิญคู่กรณีไปรายการโหนกระแส เอกสารต้องยื่นให้พนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 แต่วันที่ 20 มิถุนายน ปูโดนออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ถ้าไม่พบพนักงานสอบสวน ทนายกุ้งและทนายเดชาจะให้ตำรวจออกหมายจับ ปูกังวลเพราะไม่เคยมีคดีความ ทนายแก้วไม่เลื่อนให้ แต่ไปออกรายการบอกว่าได้ทำงานให้ปูแล้ว พบพนักงานสอบสวนแล้ว ส่งหนังสือไปเลื่อนแล้ว วันนี้ปูจึงนำพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อและพนักงานสอบสวนในคดีที่ดินที่ปูโดนโกงที่ดินร้อยล้านมาเป็นพยาน รวมถึงบริษัทของน้องอ้อนด้วย
การคืนเงินและค่าใช้จ่าย
เมื่อถามว่าจะฟ้องเอาเงิน 50,000 บาทคืนใช่ไหม ปูกล่าวว่า คิดว่าเขาไม่ได้ทำงานใดๆ ให้เลย 50,000 บาทก็แพงเกินไป แค่กระดาษ A4 แผ่นเดียว ซึ่งไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถใดๆ เขาไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวนด้วย แค่ส่งไฟล์มาให้บริษัทของน้องอ้อนไปปริ๊นท์ และให้ปูเซ็นเองและยื่นกับพนักงานสอบสวนเอง ถามว่าควรเป็นเท่าไหร่ถ้าไม่ใช่ 50,000 ปูกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาล แต่แค่กระดาษ A4 แผ่นเดียว เป็นการทำเอกสารเท็จอีก คิดว่า 50,000 แพงไป ตอนนี้มีตัวเลขในใจคือหลักพัน แต่ให้เป็นดุลยพินิจของศาลดีกว่า
บรรยากาศในศาลและความมั่นใจ
เมื่อถามถึงบรรยากาศวันนี้ที่เป็นการสืบพยานโจทก์และจำเลย ปูเผยว่า เมื่อกี้เห็นทีมงานบอกว่าทนายตุ๋ยแวะมาด้วย ก็ไม่ทราบว่ามาทำไม ถามว่าเจอทนายแก้วได้คุยอะไรไหม ก็คุยกันเฉพาะในคดี บรรยากาศเครียดนิดหน่อย ต่างคนต่างงัดพยานหลักฐานมาสู้ ถามว่าคดีนี้จะใช้เวลานานแค่ไหนในการตัดสิน ทนายความกล่าวว่า น่าจะ 1 เดือน ส่วนความมั่นใจในคดีนี้ ปูกล่าวว่า ผลตัดสินจะเป็นยังไงก็รับได้ ชี้แจงตามข้อเท็จจริง ปูมั่นใจทุกคดี แต่อยู่ที่พยานหลักฐานของเราด้วย ศาลท่านดูพยานหลักฐาน
ปูยอมรับว่า ด้วยความที่คู่กรณีฟ้องมา 20 กว่าคดี ทำให้มึนงงในการเตรียมพยานหลักฐาน แต่ทำเต็มที่แล้ว ไม่รู้ว่าจะครบถ้วนหรือเปล่า ผลจะเป็นยังไงไม่เป็นไร ในใจปูรู้อยู่แล้วว่าทำอะไร ผิดหรือไม่ คู่กรณีรู้อยู่แล้วว่าทำอะไร ถ้าศาลตัดสินก็ไม่เป็นไร
ทนายความของปูกล่าวว่า ในการสู้คดีของทนายแก้ว เขาบอกว่าทำงานแล้ว ปูโอนเงินวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และทวงเงินคืนวันที่ 19 มิถุนายน ซึ่ง 4 วันนี้ทำอะไรต้องชี้แจงให้ศาล ถ้าทนายแก้วบอกว่าจ่ายให้คนนั้นคนนี้ก็ต้องเอาสลิปมาให้ดู แต่ในการสู้คดีวันนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการชำระเงินให้ใคร มีแต่คำพูดลอยๆ ว่าทำนั่นทำนี่ ให้ศาลตัดสินว่าคุณควรได้กี่บาท ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณได้ทำอะไรหรือยัง ปูมีคำสั่งให้ทนายไปยื่นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 18 มิถุนายน แต่พนักงานสอบสวนบอกจะออกหมายจับปู แบบนั้นถือว่าทำงานแล้วหรือไม่ แล้วมารู้ทีหลังว่าน้องอ้อนที่เป็นตัวกลางจ่ายเงินให้ปู 10,000 บาท กลายเป็นทนายแก้วจ่ายเงินกลับมาแค่ 90,000 บาท
ปูอธิบายว่า โอนเงินไป 150,000 บาท ทนายแก้วให้ค่านายหน้ากับน้องอ้อน 10,000 บาท ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นการผิดมารยาททนายความหรือไม่ แต่บริษัทนายหน้ามีสิทธิ์รับ แล้วทนายแก้วคืนเงินยอดแรก 60,000 บาท คืนมายอดที่สอง 30,000 บาท ทางบริษัทโอนให้ปู 10,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท หลังจากนั้นปูคิดว่ามันแพงเกินไปเพราะไม่ได้ทำงานให้ ถ้าเขาคิดค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็คิดมา ไม่ใช่ 50,000 บาท และวันนั้นทนายแก้วไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวน ปูกังวลมาก จนทนายประจำบริษัทน้องอ้อนมาช่วยเลื่อนพบพนักงานสอบสวน ไม่งั้นโดนออกหมายจับแล้ว
คดีทั้งหมดและแผนการในอนาคต
นักข่าวถามว่า ตอนนี้มีคดี 26 คดีแล้วใช่ไหม ปูกล่าวว่า ประมาณ 20 กว่าแล้ว จำไม่ได้ ถามว่ามีโอกาสไปถึง 30 คดีไหม คู่กรณีบอกว่าจะฟ้องมาอีก ตอนนี้น้องๆ เตือนว่าพวกเขาพยายามปั่นให้ปูด่ากลับ เพื่อที่จะฟ้องเพิ่มคดี น้องๆ ไม่อยากให้โต้ตอบกลับ เพราะทุกคนเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือเพื่อนพี่น้องที่ใกล้ชิด ไม่อยากให้มีคดีเพิ่ม ตอนนี้หยุดโพสต์มา 2 อาทิตย์แล้ว จริงๆ เขาก็โพสต์ต่อว่าด่าปูทุกวัน บางทีก็อยากโต้ตอบในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง แต่ข่มใจไว้ ไม่งั้นอาจเพิ่มเป็น 40-50 คดีแล้ว ปูเวอร์ชั่นใหม่จะไม่โต้ตอบแล้ว



