ส้มเช้ง สามช่า ปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ลุยธุรกิจกาแฟ ไม่อายประกาศรับงาน
ส้มเช้ง ปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ลุยธุรกิจกาแฟ ไม่หวั่นคำครหา

นักแสดงตลกชื่อดัง "ส้มเช้ง สามช่า" ประกาศปิดกิจการร้านก๋วยเตี๋ยวที่เปิดมาเป็นระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน เนื่องจากประสบปัญหาทางการเงินจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยยอมรับว่ารายจ่ายสูงกว่ารายรับอย่างต่อเนื่อง แม้จะพยายามประคับประคองให้ธุรกิจอยู่รอด แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจหยุดขายก๋วยเตี๋ยวและหันมาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ นั่นคือการเปิดร้านกาแฟ

จากร้านก๋วยเตี๋ยวสู่ร้านกาแฟ

ส้มเช้งเปิดใจถึงสาเหตุที่ต้องปิดร้านก๋วยเตี๋ยวว่า ครึ่งปีแรกธุรกิจไปได้ดี แต่หลังจากนั้นยอดขายเริ่มชะลอตัวลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 3-4 เดือนก่อนปิด รายรับน้อยมากเมื่อเทียบกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า จ่าย 100 บาท แต่ได้กลับมาแค่ 30 บาท ทำให้ขาดทุนทุกวัน แม้จะหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลับแย่ลงกว่าเดิม

หลังจากปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ส้มเช้งตัดสินใจเดินหน้าสู่ธุรกิจใหม่ด้วยการเรียนทำกาแฟ โดยไปเรียนกับ "อาจารย์ปอ เซียนกาแฟ" เจ้าของร้าน 11 ดอย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ เธอบอกว่าเป็นคนที่ดื่มกาแฟอยู่แล้ว จึงมองว่าธุรกิจนี้มีโอกาส และตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้ไปเปิดร้านกาแฟของตัวเอง พร้อมทั้งพาหลานอีกสองคนมาเรียนด้วย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ไม่หวั่นคำครหา รับงานกลางโซเชียล

ส้มเช้งยอมรับว่าได้รับกำลังใจจากแฟนๆ จำนวนมาก ซึ่งทำให้เธอมีแรงฮึดสู้ แม้จะมีบางคนกล่าวหาว่าสร้างกระแส แต่เธอก็เลือกมองผ่านและโฟกัสที่พลังบวก นอกจากนี้เธอยังประกาศรับงานผ่านโซเชียลมีเดีย โดยไม่รู้สึกอายที่จะขอโอกาสจากผู้ที่เห็นศักยภาพในตัวเธอ เธอต้องการทำงานเพื่อเก็บเงินเป็นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจครั้งใหม่ ซึ่งนอกจากร้านกาแฟแล้วยังมีอีกสองธุรกิจที่กำลังวางแผนอยู่ โดยหนึ่งในนั้นมีความคืบหน้าไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ส่วนกระแสวิจารณ์ที่ว่าเธอขอเงินไปทำศัลยกรรมหน้า ส้มเช้งชี้แจงว่าเธอทำธุรกิจเอเจนซี่ส่งลูกค้าไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีมา 9 ปีแล้ว การไปทำหน้าที่ดูแลลูกค้าจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การเอาถึงขั้นขอเงินไปทำหน้า เธอมองว่าความคิดดังกล่าวเป็นความคิดที่ต่ำและไม่เข้าใจสถานการณ์

บทเรียนจากความล้มเหลว

ส้มเช้งยอมรับว่าการทำธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวอาจไม่เหมาะกับเธอ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอวิเคราะห์ตัวเองและพบว่าอาจต้องขายของเย็นแทนของร้อน จึงหันมาทำกาแฟซึ่งเป็นเครื่องดื่มเย็นที่ได้รับความนิยม เธอมีความศรัทธาในองค์พญานาคซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ จึงเชื่อว่าธุรกิจกาแฟจะนำโชคมาให้ และตั้งเป้าขยายแบรนด์เป็นแฟรนไชส์ในอนาคต

แม้จะเจออุปสรรค แต่ส้มเช้งยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไป โดยบอกว่าช่วงเวลาไม่กี่วันหลังจากปิดร้าน เธอรู้สึกใจฟูขึ้นมากเพราะมีกำลังใจจากคนรอบข้างและแฟนๆ ที่พร้อมสนับสนุน เธอเชื่อว่าการล้มครั้งนี้จะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่