ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามรัฐบาลดำเนินโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท
ศาลแพ่งได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามรัฐบาลดำเนินโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ตามที่ถูกฟ้องร้องโดยกลุ่มประชาชนที่ต่อต้านโครงการ โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลทันทีและห้ามรัฐบาลจ่ายเงินในโครงการดังกล่าวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
รายละเอียดคำสั่งศาล
คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้มีขึ้นหลังจากกลุ่มผู้ฟ้องร้องยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 โดยอ้างว่าโครงการดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ คำสั่งศาลระบุให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับการดำเนินการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินดิจิทัล 10,000 บาท จนกว่าจะมีการพิจารณาคดีหลัก
ผลกระทบต่อโครงการ
โครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีกำหนดเริ่มจ่ายเงินในเดือนกรกฎาคม 2567 อย่างไรก็ตาม คำสั่งศาลครั้งนี้ทำให้โครงการต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าหากโครงการล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รอรับเงินช่วยเหลือ
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "คำสั่งศาลครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล หากโครงการต้องเลื่อนออกไปอีกหลายเดือน อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง"
ข้อโต้แย้งของฝ่ายตรงข้าม
กลุ่มผู้ฟ้องร้องซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและภาคประชาสังคม อ้างว่าโครงการดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์และอาจใช้งบประมาณอย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังกังวลว่าเงินดิจิทัลอาจไม่ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง และอาจเกิดการทุจริตในกระบวนการแจกจ่าย
นายประเสริฐ จันทรรังษี ตัวแทนกลุ่มผู้ฟ้องร้อง กล่าวว่า "เรายินดีที่ศาลเห็นถึงความสำคัญของข้อกังวลของเรา โครงการนี้ขาดความโปร่งใสและอาจก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เราหวังว่าศาลจะพิจารณาคดีนี้อย่างรอบคอบ"
การตอบสนองของรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกมาแสดงความผิดหวังต่อคำสั่งศาล โดยยืนยันว่าโครงการนี้ถูกต้องตามกฎหมายและผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้ว รัฐบาลเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้โดยเร็ว เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามกำหนด
โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า "รัฐบาลเชื่อมั่นในความถูกต้องของโครงการ และจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เราขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะดูแลผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ"
แนวโน้มต่อไป
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง คาดว่าจะมีการนัดไต่สวนในเร็วๆ นี้ หากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นว่าโครงการไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ศาลอาจยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่หากศาลเห็นว่ามีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม คำสั่งคุ้มครองอาจมีผลต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดการพิจารณาคดี ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน
นักวิเคราะห์มองว่าคำสั่งศาลครั้งนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป



