ชัชชาติย้ำไม่ประมาทแม้คะแนนนำโด่ง ชี้1เดือนเปลี่ยนได้ รับฟังปัญหาประชาชน
ชัชชาติย้ำไม่ประมาทแม้คะแนนนำโด่ง ชี้1เดือนเปลี่ยนได้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหมายเลข 9 ในนามอิสระ เปิดเผยถึงภาพรวมการลงพื้นที่หาเสียงในเขตบางกอกน้อย ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการลงพื้นที่ว่า เขตบางกอกน้อยเป็นย่านชุมชนเก่าที่มีปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องทางเข้า-ออก ชุมชนที่คับแคบ และปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากบางจุดเป็นพื้นที่เอกชนที่ยังไม่มีการขุดลอก โดยเฉพาะชุมชนโพธิ์เรียงที่มีบางซอยที่ประชาชนแจ้งว่ายังมีน้ำเอ่อ รวมถึงปัญหาเรื่องถนนที่ฝาท่อไม่เรียบ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องนำมาติดตามแก้ไขต่อไป

พัฒนาอัตลักษณ์ชุมชน

นายชัชชาติกล่าวว่า หลายชุมชนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะชุมชนบ้านบุที่เคยทำขันลงหิน แต่ปัจจุบันเลิกทำไปแล้ว ซึ่งในอนาคตตนคิดว่าจะต้องพัฒนาอัตลักษณ์ชุมชนให้เข้มแข็ง เพราะทุกเขตมีชุมชนที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง สามารถพัฒนาให้เป็นย่านที่มีคุณค่าและเป็นจุดท่องเที่ยวที่สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้

สาธารณสุขเป็นเรื่องจำเป็น

จากการลงพื้นที่ย่านวังหลัง โรงพยาบาลศิริราช นายชัชชาติเห็นว่าสาธารณสุขเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่มารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกรุงเทพมหานครในการดูแลสาธารณสุขปฐมภูมิ ในอนาคตมีนโยบายจะเพิ่มบัตรทองปฐมภูมิ ปัจจุบันกรุงเทพฯ ดูแลอยู่ 800,000 คน แต่เมื่อคลินิกอบอุ่นถูกยกเลิก ทำให้มีคนไข้จำนวนมาก จึงต้องขยายกำลังเพื่อรองรับให้ได้ 1,300,000 คน และในอนาคตจะขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอีก 2,000 เตียง เพื่อให้การโยกย้ายผู้ป่วยสะดวกขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ระบบบำบัดน้ำเสียหนักใจ

นายชัชชาติกล่าวว่า 2 วันของการลงพื้นที่ในบทบาทผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้เห็นปัญหาหลายอย่าง และเรื่องที่หนักใจที่สุดคือระบบบำบัดน้ำเสียในเขตบางกอกน้อย ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ประชาชนฝากให้แก้ไขเนื่องจากยังมีความล่าช้าในการดำเนินงาน ถ้าได้กลับมาทำงานต่อจะเร่งรัดผลักดันให้ผู้รับเหมามีความกระตือรือร้นดูแลประชาชนมากขึ้น

พัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลกทม.

นายชัชชาติยังกล่าวถึงการพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครให้เทียบเท่ากับเอกชน โดยต่อไปการมาหาแพทย์ที่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพฯ จะต้องรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมงเพื่อได้เจอแพทย์ รวมถึงการถ่ายข้อมูลคนไข้จากศูนย์สาธารณสุขมาโรงพยาบาลโดยไม่ต้องถือแฟ้ม และต่อไปอาจจะมีการจ่ายยาถึงบ้าน ไม่ต้องมานั่งรอรับยาที่โรงพยาบาล เพื่อให้สาธารณสุขบริการประชาชนได้ดีขึ้น

ปัญหาแรงงานต่างด้าว

ส่วนปัญหาแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยเป็นอีกปัญหาที่ตลอดการลงพื้นที่ 2 วัน มีประชาชนอยากให้แก้ ซึ่งกรุงเทพมหานครมีส่วนรับผิดชอบคือรถเข็นผิดกฎหมายของต่างด้าวที่มาประกอบอาชีพ หากเทศกิจตรวจเจอหาบเร่แผงลอยก็จะส่งตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นต่างด้าวที่มาขายของตามร้าน อำนาจของกรุงเทพฯ ไม่สามารถเข้าไปตรวจได้ว่ามีบัตรอนุญาตถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นอำนาจของหน่วยงานอื่น

รับฟังประชาชน

นายชัชชาติกล่าวถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่า “เวลาประชาชนโมโหก็ไม่มีเหตุผล ที่จะไปอธิบายให้เขาฟังเพราะเขาอยู่ในอารมณ์ที่โกรธ ดีที่สุดคือการรับฟังแล้วก็เอาเรื่องไปอธิบายต่อ อย่างวันนี้ลงพื้นที่ที่ตลาดวังหลังก็มีประชาชนมาบอกว่าได้เป็นผู้ว่าฯแล้วอย่าเป็นเทวดาให้ลงมาเจอประชาชนเหมือนเดิม ไม่ใช่หายหัวไป ซึ่งตนเองได้ฟังแล้วก็สบายใจเพราะไม่ได้เป็นแบบนั้น ที่ผ่านมาเชื่อว่าก็เดินปกติแบบที่เดินอยู่ทุกวันนี้และเจอประชาชนเพราะลงพื้นที่ตลอด คนที่บ่นอาจรู้จักตัวตนของชัชชาติ แต่เราก็รับฟังว่าประชาชนไม่ต้องการผู้ว่าฯ ที่เป็นเทวดาแต่ต้องการผู้ว่าฯ ที่เดินดินรับฟังปัญหาประชาชน ซึ่งตลอด 4 ปีตนเองก็เป็นแบบนั้นไม่ได้ห่างเหินประชาชน ถือเป็นคำพูดที่ฟังแล้วดีใจที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น”

ไม่ประมาทแม้คะแนนนำโด่ง

นายชัชชาติยังกล่าวถึงผลสำรวจความนิยมของสถาบันพระปกเกล้าที่ความนิยมของตนเองมีมากกว่าเดิมว่า “โพลก็เป็นการสุ่มตัวอย่างไม่ได้ถูกต้อง 100% ซึ่งก็ต้องขอบคุณที่ได้สำรวจมาแต่เราก็ไม่ประมาทเพราะการเมือง 1 เดือนก็มีเวลาเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าพูดอะไรผิดไป 1 คำก็ทำให้ประชาชนเกลียดเราเลยก็ได้ ซึ่งก็ย้ำกับทีมงานตลอดว่าอย่าประมาท ต้องทำงานด้วยสติและยิ่งหลายคนพูดว่าสบายชนะอยู่แล้ว คิดว่าไม่จริง แต่ทุกคนต้องออกมาเลือกตั้ง เพราะหากทุกคนคิดว่าชนะอยู่แล้ว ไม่ต้องออกมาเลือกตั้งก็จะยิ่งทำให้ไม่สะท้อนพลังของคนที่แท้จริง จึงย้ำอยู่ตลอดว่าอย่าไปพูดเรื่องโพลเลย แต่ต้องทำให้ดีที่สุดก็พอ ขออย่างไปไว้ใจ แต่ต้องออกมาทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด”