พิธา ยันแก้ ม.112 ไม่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย ชี้ใช้สภาคลายตึงเครียด
พิธา ยันแก้ ม.112 ไม่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย ชี้ใช้สภาคลายตึงเครียด

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีที่ศาลฎีกาจะนัดประชุมองค์คณะพิจารณาคำร้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฐานกระทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวมิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครอง แต่เป็นความพยายามใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคม

พิธาชี้แจงเจตนาที่แท้จริง

นายพิธาระบุว่า ในช่วงเวลานั้นสังคมไทยมีความเห็นแตกต่างกันอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและมีความชอบธรรม ก็อาจลุกลามบานปลายเกินคาด สิ่งที่ผู้แทนราษฎรทำคือนำเรื่องกลับเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ให้มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะในสภาที่มีข้อบังคับชัดเจน ซึ่งเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดในระบอบประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับในนานาอารยประเทศ

มองอีกมุมหนึ่งของมาตรฐานทางจริยธรรม

นายพิธากล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่ต้น แต่เป็นกระบวนการนิติสงครามที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมผ่านรัฐสภา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน พร้อมชี้ว่าการใช้มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเข้มข้นโดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนหรือถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ อาจกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งนั่นต่างหากที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ไม่จำเป็นต้องสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 สส.

สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ นายพิธาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะหนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ภายใต้กลไกควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้ สอง พวกเขามีบทบาทสำคัญในการตรากฎหมายและตรวจสอบรัฐบาล และสาม ด้วยจำนวนเพียง 10 คน ไม่สามารถดำเนินการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายในลักษณะเดิมซ้ำได้ การให้ทั้ง 10 คนปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจึงไม่เกิดความเสียหายต่อภาครัฐ แต่เป็นการพิทักษ์รักษาระบอบรัฐสภาและความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็ง