คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติแจกใบแดง หรือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้กับ สส. 2 คน ของพรรคก้าวไกล ในกรณีถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) หรือ ITV ซึ่งเป็นกิจการสื่อสารมวลชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 42 (3) โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันเลือกตั้ง ส่งผลให้ทั้งสองคนพ้นสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทันที
รายละเอียดกรณีถือหุ้นสื่อ
สส. ทั้งสองคนได้ถือหุ้น ITV จำนวนหนึ่ง ซึ่ง กกต. วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน หลังจากที่ กกต. ได้รับคำร้องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ และตรวจสอบพบหลักฐานชัดเจนว่า ทั้งสองคนถือหุ้น ITV อยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้ง
ผลกระทบต่อพรรคก้าวไกล
การแจกใบแดงครั้งนี้ส่งผลให้พรรคก้าวไกลต้องเสีย สส. ไปถึง 2 คน ซึ่งอาจกระทบต่อเสียงในสภาและการทำงานของพรรค โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่ต้องใช้เสียงข้างมากในการลงมติ อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกลมีแผนที่จะยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่าการถือหุ้น ITV ไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย เนื่องจากบริษัทไม่ได้ดำเนินกิจการสื่อสารมวลชนแล้ว
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่า เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และขอให้ทุกฝ่ายเคารพคำวินิจฉัยของ กกต. ขณะที่ฝ่ายค้านและกลุ่มนักวิชาการบางส่วนมองว่า การตีความกฎหมายในครั้งนี้อาจเข้มงวดเกินไป และควรพิจารณาบริบทที่เปลี่ยนไปของ ITV ที่ไม่ได้เป็นสื่อมวลชนแล้ว ส่วนพรรคก้าวไกลและผู้สนับสนุนเตรียมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม โดยชี้ว่าการแจกใบแดงครั้งนี้มีเจตนาทางการเมืองแอบแฝง
ขั้นตอนต่อไป
หลังจากที่ กกต. มีมติแจกใบแดงแล้ว สส. ทั้งสองคนมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วัน ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำวินิจฉัยของ กกต. ไม่ถูกต้อง ก็อาจเพิกถอนใบแดงและให้ทั้งสองคนกลับมาดำรงตำแหน่ง สส. ได้ แต่ในระหว่างนี้จะต้องพ้นสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปก่อน นอกจากนี้ กกต. จะต้องดำเนินการจัดเลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งที่ว่างลงภายใน 45 วันนับจากวันที่พ้นสภาพ
ประเด็นที่ต้องจับตา
กรณีนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองไทย และอาจส่งผลต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อในอนาคต โดยเฉพาะกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มี สส. ถือหุ้นในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งและการเมืองไทยโดยรวม



