วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2569) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 95% โดยแสดงความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด
ผลเลือกตั้งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ภาพรวมรู้สึกพึงพอใจกับผลการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคกล้าธรรมได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 60 ที่นั่ง แต่ในที่สุดได้มา 57 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางแผนไว้อย่างใกล้เคียง
เขายอมรับว่า ในบางเขตเลือกตั้งที่คาดว่าจะชนะ กลับแพ้คะแนนเพียงเล็กน้อย แต่ในภาพรวมก็ยังดีใจที่มีบางเขตสามารถคว้าชัยชนะมาได้ เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดร้อยเอ็ด
ความสำเร็จในการเจาะบ้านใหญ่สุพรรณบุรี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี แม้ว่าจะชนะเพียง 1 ที่นั่ง จากที่คาดหวังไว้ 2 ที่นั่ง แต่ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นไปตามยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคที่เน้นการลงพื้นที่จริง เข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิด และนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร รวมถึงปัญหาเรื่องน้ำและที่ดินทำกิน
ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อถูกถามถึงเรื่องการทาบทามเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยและยังไม่ได้รับสายจากใคร ทั้งนี้ แม้จะมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจเป็นไปได้ ระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม แต่เขาก็เน้นว่า เรื่องนี้ต้องให้เกียรติพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความพร้อมในการเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งร้อยเอกธรรมนัส ตอบว่า “รัฐบาลที่แล้วก็อยู่ด้วยกัน หากครั้งนี้ได้เป็นรัฐบาลและได้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะง่ายต่อการสานต่อนโยบายเดิม”
อย่างไรก็ตาม เขาชี้แจงเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและจำเป็นต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ในปัจจุบันยังเร็วเกินไป และทุกฝ่ายยังคงอยู่ในฐานที่มั่นของตนเอง
กรณีการหย่อนบัตรเลือกตั้งที่จังหวัดพะเยา
นอกจากนี้ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ยังได้กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) แอบหย่อนบัตรเลือกตั้งที่จังหวัดพะเยา โดยระบุว่า ตำรวจได้ข้อสรุปแล้วว่าเป็นการหย่อนบัตรให้พรรคประชาชน ซึ่งถือว่ามีความผิดทางอาญา
ร้อยเอกธรรมนัส ยังตั้งข้อสังเกตว่า อาจไม่ใช่เพียงแค่เขตเดียวเท่านั้น และได้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป