ณัฐพงษ์ ไม่ขอโทษปมระบอบสีน้ำเงิน ยันข้อเท็จจริง ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี
ณัฐพงษ์ ไม่ขอโทษปมระบอบสีน้ำเงิน ยันข้อเท็จจริง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่าเป็นการสร้างวาทกรรมและสร้างความแตกแยก นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า โจทย์สำคัญของประเทศคือต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี การทุจริตมีความเชื่อมโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นมาแต่ไหนแต่ไร

ยืนยันระบอบสีน้ำเงินเป็นข้อเท็จจริง

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 60 มีช่องโหว่ เช่น การได้มาซึ่ง สว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่ยังต้องกังวลว่า กกต.จะเป่าคดีนี้หรือไม่ สิ่งที่ตนพยายามสื่อสารคือต้องการให้สังคมเห็นว่าระบอบการปกครองปัจจุบันอาจไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่พูด แต่เป็นระบอบที่กลุ่มการเมืองสีน้ำเงินกำลังกินรวบประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

พร้อมรณรงค์ประชามติตามรัฐธรรมนูญใหม่

หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า การทำรัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติของประชาชน อยากให้ประชาชนเห็นที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ สว. และระบบตรวจสอบ หากขัดกับประชาธิปไตยที่แท้จริง พรรคพร้อมรณรงค์ไม่ให้ผ่านประชามติ แต่หากร่างดี ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กลุ่มใด พร้อมรณรงค์ให้ผ่านประชามติ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เมื่อถามย้ำว่าไม่ใช่การสร้างวาทกรรมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของประชาชนว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ประสบหรือไม่ โดยนายกฯประกาศจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ทุจริต แต่ภาคธุรกิจต้องจ่ายส่วนให้รัฐสูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ไม่ตอบโต้ภราดร มองเป็นวาทกรรมทางการเมือง

กรณีนายภราดรระบุว่าสำนึกบุญคุณพรรคส้มที่ทำให้พรรคน้ำเงินเติบโต นายณัฐพงษ์มองว่าเป็นคำพูดตอบโต้ทางการเมือง ไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดทิ่มแทง แต่อยากชวนคิดว่าหากเห็นตรงกันว่าประเทศอยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกคือต้องแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MOA เอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์ของพรรค เพราะต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และเมื่อผลเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ก็ต้องยอมรับเสียงประชาชนและเดินหน้าต่อ

ไม่ขอโทษ พร้อมสู้คดี

เมื่อถามถึงกรณี สว.แถลงให้ขอโทษและอาจดำเนินคดี นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่คิดว่าต้องขอโทษอะไร เพราะสิ่งที่พูดเป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พร้อมถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่าง

ส่วนข้อกังวลว่าจะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส.กับ สว.หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้วิจารณ์บุคคลหรือกลุ่มใด ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา ถอดหมวกหัวหน้าพรรคออก ประชาชนธรรมดาไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์กติกาสูงสุดของประเทศหรือไม่ ในขณะที่ สว.พยายามข่มขู่และปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว.จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มสีน้ำเงินด้วยหรือไม่

โยงเลือกตั้ง กทม. มั่นใจทีม ส.ก. และผู้สมัครผู้ว่าฯ

เมื่อถามถึงการวิเคราะห์โยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสนามเลือกตั้ง กทม. นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัจจัยการตัดสินใจเลือกตั้งท้องถิ่นอาจไม่เหมือนการเลือกตั้งระดับประเทศ ตนมั่นใจในทีม ส.ก.ทั้ง 50 คน และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ส่วนกรณี สว.โยงระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ถามกลับว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากตนหรือไม่ หากไม่เคย แต่ได้ยินจากคนอื่นที่พยายามใส่ร้ายพรรคสีส้มตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน และใช้ข้อกล่าวหาเข้าสู่นิติสงคราม ฟ้องแกนนำ สส. และยุบพรรค หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นจากปากตน อยากให้ถามกลับว่าคนที่พูดแบบนั้นมีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาขัดขวางระบอบประชาธิปไตยหรือไม่