ศาลรัฐธรรมนูญเร่งพิจารณาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เชิญ ศ.ไชยันต์ เป็นพยานหลัก
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เชิญพยาน

ศาลรัฐธรรมนูญเร่งกระบวนการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เชิญ ศ.ไชยันต์ เป็นพยานหลัก

วันนี้ (8 เมษายน 2569) ศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เทียบเชิญตนเองเป็นหนึ่งในพยาน เพื่อร่วมให้การในคดีเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่ กกต. จัดการเลือกตั้งโดยให้มีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการโดยตรงและลับหรือไม่

พยานผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติม

นอกจาก ศ.ไชยันต์ ที่จะเป็นพยานในรายชื่อของ กกต. แล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เป็นพยานอีกคนหนึ่งด้วย เพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับบาร์โค้ดและความปลอดภัยในการเลือกตั้ง โดยกระบวนการนี้มุ่งเน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ประธานศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงความคืบหน้าและความเป็นอิสระของตุลาการ

ขณะที่ ศาสตราจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายประกอบด้วย ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขอขยายเวลายื่นหลักฐาน ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลาไปแล้ว 15 วัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน อย่างไรก็ตามต้องขอดูเหตุผลของการขอขยายเวลาด้วย ซึ่งขณะนี้ยังเป็นไปตามกระบวนการปกติ ศ.นครินทร์ ระบุว่า หลังจากคู่ความทั้ง 2 ได้ยื่นหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ เพื่ออภิปรายว่าพยานของทั้งสองฝ่ายมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบางประเด็นอาจต้องให้พยานชี้แจงเอง ขณะที่บางประเด็นที่ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังมีความไม่ชัดเจนก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน

ความเป็นอิสระของตุลาการและกรณีหันคูหาผิดด้าน

สำหรับกรณีที่มีการคาดเดาผลการลงมติว่าอาจจะเป็น 5:4 หรืออาจค้านสายตาประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นในบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ศ.นครินทร์ระบุว่า ทุกคนมีอิสระ คืออิสระของตุลาการแต่ละคน และอิสระขององค์คณะ เราที่ยืนอยู่ 5 คนนี้ก็ถือว่ามีอิสระด้วยกันทั้งหมด ส่วนจะใช้บรรทัดฐานของการพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะในอดีตเนื่องจากการหันคูหาผิดด้านหรือไม่นั้น ศ.นครินทร์กล่าวว่า ถือเป็นคนละกรณีกัน พร้อมยอมรับว่าอาจต้องเอาเรื่องเก่ากลับมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน

ขณะที่นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงอาจจะเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย ศ.นครินทร์ ย้ำว่า ไม่มีอะไรกังวลเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และยังอยู่ในกรอบของเวลา เพราะคดีที่เคยใช้เวลาพิจารณาคดีนานที่สุดคือ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินกว่านี้

ความลับในการเลือกตั้งและกระบวนการต่อไป

ส่วนข้อสงสัยว่า ความเป็นลับของการเลือกตั้ง ที่มีความลับเฉพาะหน้า และลับแบบสืบค้น แตกต่างกันอย่างไรนั้น ศ.นครินทร์กล่าวว่า ขอนำไปพูดคุยกันภายในองค์คณะ และขอดูหลักฐานของทั้งสองฝ่ายด้วย ความจริงทั้ง 2 ฝ่าย ก็ควรจะยื่นมาทั้งพยานและหลักฐาน รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานด้วย แล้วจึงจะสามารถนำมาอภิปรายร่วมกันอีกครั้ง

รัฐบาลก็ดำเนินการต่อไปได้ เพราะเป็นคนละเขตอำนาจกัน องค์กรตุลาการมีหน้าที่วินิจฉัยคดีความหรือข้อขัดแย้ง ข้อพิพาท ส่วนองค์กรบริหารก็ต้องทำงานไปเป็นปกติอยู่แล้ว เหมือนกับฝ่ายบริหารของทุกประเทศที่ทำงานตามปกติเป็นรายวันอยู่แล้ว แต่ศาลไม่ใช่องค์กรที่ทำงานรายวัน เราทำงานเรื่องคดี

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังคงเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีนี้ โดยคาดว่าจะมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจนในอนาคตอันใกล้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในกระบวนการเลือกตั้งต่อไป