สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน จัดการหารือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักลงทุน
วิสัยทัศน์ 5I ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และนโยบายของ ส.อ.ท. ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “5I” ซึ่งประกอบด้วย Intelligent Industry, Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว
พลังงานคือหัวใจของการพัฒนา
ทั้งกระทรวงพลังงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต่างเห็นตรงกันว่า “พลังงาน” เป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปภาคพลังงานควบคู่ไปกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ
รมว.พลังงาน ชี้ความร่วมมือเป็นดั่งพี่น้อง
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะเข้ามารับผิดชอบงานด้านพลังงานโดยตรง แต่การดำเนินงานทุกด้านยังคงมีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายเอกนัฏ กล่าวเสริมว่า มีหลายประเด็นที่กระทรวงพลังงานต้องการเร่งผลักดันร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และการเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ภาคอุตสาหกรรมเสนอแนวทาง Pragmatic Energy Transition
นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. กล่าวว่า พลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า ประเทศไทยควรมีแนวทาง “Pragmatic Energy Transition” ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) ไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การส่งเสริมพลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด การพัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงแนวทางเพิ่ม Flexibility ในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และรองรับอนาคตของประเทศไทย
โรงกลั่นยืนยันไทยมีน้ำมันเพียงพอ
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. ได้สะท้อนสถานการณ์การดำเนินงานของภาคโรงกลั่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสมดุลห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ภายใต้ภาวะความผันผวนของอุปสงค์และตลาดด้านพลังงาน โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีการวางแผนบริหารจัดการสำรองน้ำมันอย่างรอบด้าน
ปัจจุบัน กลุ่มโรงกลั่นได้วางแผนจัดหาน้ำมันดิบเพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ โดยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
กลุ่มโรงกลั่นพร้อมให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน การบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมัน และการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานและเคมีภัณฑ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบรองรับกำลังการผลิตอย่างเต็มที่
รมว.พลังงาน ย้ำสร้างความเชื่อมั่น
นายเอกนัฏ กล่าวว่า การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ พร้อมย้ำว่าการบริหารจัดการพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการป้องกันภาวะขาดแคลนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที



