ราชกิจจานุเบกษาประกาศเลื่อน 4 บุคคลขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย
วันนี้ (18 เมษายน 2569) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งลงวันที่ 17 เมษายน 2569 โดยประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปของบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างลง หลัง สส.บัญชีรายชื่อเดิมได้ยื่นหนังสือขอลาออก
รายละเอียดประกาศเลื่อนตำแหน่งทั้ง 4 ฉบับ
ประกาศฉบับแรกระบุว่า เนื่องจากนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ได้ยื่นหนังสือขอลาออกตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2569 ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ดังนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญ จึงประกาศให้นายปิติ ปิตุเตชะ ผู้มีชื่อในลำดับที่ 21 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.แทน
ประกาศฉบับที่สองเปิดเผยว่า นางสาวศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 8 ของพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 ทำให้ประกาศให้นายพงศกร อรรณนพ ผู้มีชื่ออยู่ลำดับที่ 23 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.แทน
ประกาศฉบับที่สามชี้แจงว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 3 ของพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 ส่งผลให้ประกาศให้นายพิบูลย์ รัชกิจประการ ผู้มีชื่ออยู่ลำดับที่ 22 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.แทน
ประกาศฉบับที่สี่ระบุว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 7 ของพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 จึงประกาศให้นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ผู้มีชื่ออยู่ลำดับที่ 24 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.แทน
บริบทและผลกระทบทางการเมือง
การเลื่อนตำแหน่งนี้เกิดขึ้นในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายใน โดยมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการลาออกของ สส.บัญชีรายชื่อหลายราย ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนไหวของรัฐมนตรีในพรรคด้วย กระบวนการนี้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปของบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองสามารถเลื่อนขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่างได้โดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาสัดส่วนการเป็นตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร
การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลทันทีและจะส่งผลต่อการทำงานของพรรคภูมิใจไทยในสภา รวมถึงอาจมีอิทธิพลต่อการจัดสรรตำแหน่งและนโยบายต่างๆ ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบททางการเมืองไทยปัจจุบันที่กำลังมีการเคลื่อนไหวและปรับตัวของพรรคการเมืองหลักหลายแห่ง



