วีระพงษ์ ลาออก รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเจรจา FTA ไทย-อียู
วีระพงษ์ ลาออก รองหัวหน้า ปชป. รับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย

วีระพงษ์ ลาออก รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเจรจา FTA ไทย-อียู

นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยมีภารกิจหลักในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-อียู

เหตุผลการลาออกและภารกิจใหม่

ในหนังสือลาออก นายวีระพงษ์ระบุว่า ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจรจา FTA ไทย-อียู โดยเห็นพ้องกับผู้นำพรรคว่าเป็นภารกิจสำคัญที่หากสำเร็จจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด อย่างไรก็ตาม การทำงานในตำแหน่งดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทของรองหัวหน้าพรรคที่อยู่ในฐานะตรวจสอบรัฐบาล จึงตัดสินใจลาออกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายวีระพงษ์ยังย้ำว่า แม้บทบาทจะเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงอุดมการณ์เดิมในการยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยผ่านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศที่ทันสมัยและปฏิบัติได้จริง พร้อมขอบคุณการสนับสนุนจากพรรคตลอดมา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

บริบททางการเมืองและปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้อง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากมีกระแสข่าวว่านายวีระพงษ์ถูกทาบทามให้ทำงานร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชี้แจงว่าหากนายวีระพงษ์ไปร่วมงานกับรัฐบาล จะต้องลาออกจากตำแหน่งในพรรคเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางบทบาท

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแวดวงการเมือง เช่น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • นายอภิสิทธิ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าไม่คำนึงถึงประชาชน
  • พรรคประชาธิปัตย์มีมติงดออกเสียงในการเลือกนายกรัฐมนตรี
  • นางศุภจีแสดงความเห็นเกี่ยวกับการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านว่าเป็นผลดี และเร่งหารือภาคอุตสาหกรรมเพื่อรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก

การลาออกของนายวีระพงษ์สะท้อนถึงความซับซ้อนของบทบาททางการเมืองและความพยายามของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และกลยุทธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต