รัฐบาลปรับ 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' เป็น 'ไทยช่วยไทย' เพิ่มวงเงิน-ขยายกรอบช่วยเหลือ
ปรับ 'คนละครึ่งพลัส' เป็น 'ไทยช่วยไทย' เพิ่มวงเงิน-ขยายช่วยเหลือ

รัฐบาลปรับ 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' เป็น 'ไทยช่วยไทย' เพิ่มวงเงินและขยายกรอบช่วยเหลือ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเร่งเดินหน้าโครงการช่วยเหลือประชาชนภายใต้ชื่อใหม่ "ไทยช่วยไทย" ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากโครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" โดยจะเพิ่มทั้งขนาดวงเงินและรูปแบบการช่วยเหลือให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานยังผันผวนจากสถานการณ์โลก

เป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพ

มาตรการใหม่นี้มีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลประชาชนฐานราก โดยรัฐบาลมองว่า การออกมาตรการลักษณะนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงกำลังซื้อในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทุกมาตรการจะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า เสียงท้วงติงจากฝ่ายค้านต่อโครงการคนละครึ่งถือเป็นเรื่องปกติของกระบวนการตรวจสอบ แต่ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่หลักในการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและลดภาระประชาชนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รายละเอียดโครงการอยู่ระหว่างการออกแบบเชิงนโยบาย

เนื้อหาคัดสรรคุณภาพจาก PPTV Online เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ระบุว่า รายละเอียดของ "คนละครึ่งพลัส" หรือ "ไทยช่วยไทย" อยู่ระหว่างการออกแบบเชิงนโยบาย โดยจะเน้นให้เกิดผลทั้งด้านเศรษฐกิจ (กระตุ้นการใช้จ่าย) และด้านสังคม (ลดค่าครองชีพ) ควบคู่กันไป รัฐบาลตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถเข้าถึงมาตรการได้เร็วที่สุดในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ไทม์ไลน์การเปิดลงทะเบียนและเริ่มโครงการ

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือโครงการคนละครึ่งพลัสเดิม คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดทุกคนในเดือนเมษายน 2569 และจะสามารถเริ่มโครงการได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ส่วนรายละเอียดของวงเงิน เงื่อนไขการลงทะเบียน และสิทธิ์ที่ประชาชนจะได้รับ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลหวังว่าโครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเข้าถึงที่รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้นในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง