ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล กรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ถือหุ้นในบริษัทสื่อมวลชนแห่งหนึ่ง โดยศาลได้กำหนดให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน
รายละเอียดคำร้อง
กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 หรือไม่ เนื่องจากนายพิธาถือหุ้นในบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสื่อมวลชน ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28 ที่ห้ามสมาชิกพรรคถือหุ้นในกิจการสื่อ
ข้อกล่าวหา
พรรคก้าวไกลถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง จากการที่นายพิธาและพรรคก้าวไกลมีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ โดยศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2563 ว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครอง แต่พรรคก้าวไกลยังคงมีท่าทีชัดเจนในการผลักดันนโยบายดังกล่าว
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงหลังศาลรับคำร้องว่า พรรคพร้อมสู้คดีและมั่นใจว่าคำชี้แจงของพรรคจะทำให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าการถือหุ้นดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และได้ดำเนินการขายหุ้นออกไปแล้วตั้งแต่ปี 2562
ผลกระทบทางการเมือง
การรับคำร้องครั้งนี้ส่งผลให้พรรคก้าวไกลต้องเร่งเตรียมเอกสารหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด หากศาลวินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลกระทำผิดจริง อาจนำไปสู่การยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่าคดีนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทายต่อระบบการเมืองไทย และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนพรรคก้าวไกลเตรียมชุมนุมเพื่อแสดงพลังต่อต้านการยุบพรรค



