ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล ในกรณีที่มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยศาลได้กำหนดให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน และนัดไต่สวนในวันที่ 10 เมษายน 2567
รายละเอียดคำร้อง
กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 โดยระบุว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง จากการที่พรรคได้ดำเนินการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ฯ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะที่ถูกมองว่าเป็นการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
มติศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของ กกต. มีหลักฐานเบื้องต้นเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณา จึงมีมติเอกฉันท์ให้รับคำร้อง และสั่งให้พรรคก้าวไกลชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับสำเนาคำร้อง หากพรรคไม่สามารถชี้แจงได้ ศาลอาจมีคำสั่งยุบพรรคตามที่กกต. ร้องขอ
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคพร้อมที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง แต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
- พรรคก้าวไกลเตรียมทีมทนายความเพื่อต่อสู้คดี
- มีแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับคดีนี้
- เรียกร้องให้ประชาชนติดตามการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบทางการเมือง
คดีนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญต่อพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคอันดับหนึ่งในสภาฯ หากศาลมีคำสั่งยุบพรรค จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคจะต้องพ้นจากตำแหน่ง และอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่
นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า คดีนี้มีนัยยะสำคัญต่อประชาธิปไตยไทย เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจของศาลในการควบคุมพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกังวลว่าอาจเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
กำหนดการไต่สวน
ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีในวันที่ 10 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. โดยจะมีการเรียกพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย และคาดว่าคำพิพากษาจะมีขึ้นภายใน 30 วันหลังการไต่สวน
- รับฟังคำชี้แจงจากพรรคก้าวไกล
- พิจารณาพยานหลักฐานจาก กกต.
- สรุปคำตัดสินของศาล
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นที่อาจกระทบต่อการพิจารณาคดี



