ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก-อลูมิเนียม 25% ไม่มีข้อยกเว้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมในอัตรา 25% โดยไม่มีข้อยกเว้นหรือการยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น การดำเนินการดังกล่าวมีผลทันทีและส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าสำคัญหลายประเทศ รวมถึงแคนาดา เม็กซิโก และบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ
รายละเอียดมาตรการภาษีใหม่
มาตรการภาษีใหม่นี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เหล็กและอลูมิเนียมทุกประเภทที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยไม่มีการยกเว้นสำหรับพันธมิตรทางการค้าใดๆ ซึ่งแตกต่างจากนโยบายก่อนหน้านี้ที่เคยให้การยกเว้นแก่บางประเทศ เช่น แคนาดาและเม็กซิโกภายใต้ข้อตกลง USMCA
ผลกระทบต่อประเทศคู่ค้า
- แคนาดา: เป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของการนำเข้าเหล็กทั้งหมดในปี 2567
- เม็กซิโก: เป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่อันดับสอง โดยมีสัดส่วนประมาณ 15%
- บราซิล: เป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่อันดับสาม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 13%
ปฏิกิริยาจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ
นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา กล่าวประณามมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่ามาตรการนี้ไม่เป็นธรรมและจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ รัฐบาลแคนาดากำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม รวมถึงการเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในวงกว้าง
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาวม์ ของเม็กซิโก ประกาศว่าเม็กซิโกจะดำเนินมาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ เช่นกัน โดยเน้นสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเบา
ประธานาธิบดีลูอิส อีนาซีโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล กล่าวว่าบราซิลจะยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อต่อต้านมาตรการนี้ โดยอ้างว่าการขึ้นภาษีดังกล่าวละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่าการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมอาจส่งผลให้ราคาสินค้าภายในประเทศสูงขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องจักรกล ซึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การสูญเสียงานในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กและอลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบ ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอาจได้รับประโยชน์ระยะสั้น แต่อาจเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว
ปฏิกิริยาจากภาคธุรกิจ
สมาคมผู้ผลิตเหล็กแห่งสหรัฐฯ ออกมาสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าจะช่วยปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศจากการทุ่มตลาด อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าภาษีนี้จะเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ราคารถยนต์สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
แนวโน้มสงครามการค้าโลก
มาตรการของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าที่เริ่มต้นตั้งแต่สมัยแรกของเขา โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนในวงกว้าง นักวิเคราะห์มองว่าการดำเนินการครั้งนี้อาจนำไปสู่การตอบโต้เป็นลูกโซ่จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก และอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง
สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่เช่นกัน กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ โดยอาจเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ เช่น สก๊อตวิสกี้ รถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน และสินค้าเกษตรบางประเภท
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันทีหลังจากประกาศ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 300 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ก็ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนกังวลว่าสงครามการค้าอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก
สรุป
การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม 25% โดยไม่มีข้อยกเว้นของประธานาธิบดีทรัมป์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประเทศคู่ค้าและตลาดการเงินทั่วโลก แม้จะมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ผลกระทบในวงกว้างอาจนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่ที่ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม



