วิกฤตพลังงานโลกสั่นคลอนไทย รัฐบาลเร่งแผน 3 ขั้น มุ่ง 'รอด' ก่อน 'รวย' ในโลกผันผวน
ภายใต้สภาวการณ์ที่โลกอนาคตกำลังกลายเป็นโลกแห่งความผันผวนถาวร สงครามอ่าวเปอร์เซียได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดค้าน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดของโลกสั่นคลอนอย่างหนัก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทยที่ผูกขาดการนำเข้าน้ำมันอยู่มากถึง 80% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด
การรุกรานอิหร่านของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล จนถึงขั้นมีการยิงขีปนาวุธถล่มใส่กันอย่างรุนแรง ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานข้ามยุคสมัยที่ลงทุนมานานกว่า 70-80 ปี จนไม่อาจฟื้นกลับมามีสภาพเดิมได้อีกต่อไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งแรงกระแทกไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่รัฐบาลต้องออกมาตรการอุดหนุนเพื่อพยุงราคาน้ำมันและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วน
แผน 3 ขั้นของรัฐบาล: ตั้งเป้า-เปลี่ยนผ่าน-ปฏิรูป
เพื่อให้ประเทศก้าวพ้นจากวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่การผลิตที่ชะงักตัว รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาโดยแบ่งลำดับความสำคัญออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้คือ
- กำหนดเป้าหมายให้ชัด: รัฐบาลจะรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้ในระดับใดโดยไม่ฝืนกลไกตลาด พร้อมเลือกที่จะอุดหนุนอุตสาหกรรมที่สามารถผลักดันให้เติบโตได้จริง เช่น ภาคเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture), อาหารสัตว์, การขยายโอกาสของรถไฟฟ้า (EV) และการสร้างจุดแข็งให้ธุรกิจ Wellness โดยการดันไปให้สุดทาง
- Transition: เร่งสร้างพลังงานสะอาดทดแทนวิกฤตพลังงานน้ำมันที่จะไม่มีวันราคาถูกลงอีกต่อไป โดยเปิดให้เอกชนสามารถลงทุนซื้อขายไฟฟ้าได้เสรี และสนับสนุนให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือขายได้เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
- Transform: ปฏิรูปโครงสร้างประเทศให้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น การนำ AI เข้ามาช่วยงานภาครัฐ ยกระดับระบบทั้งระบบผ่านรูปแบบ Sandbox เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการรับแรงกระแทกจากความผันผวน
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ: ต้องยอมรับความจริงและลงมือทำ
สอดคล้องกับความเห็นของ เอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้ความเห็นในงานสัมมนา BATTLE STRATEGY 2026: พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจสู่เป้าหมาย จีดีพี 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ว่าคนไทยต้องยอมรับความจริง และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐต้องเลือกโฟกัสกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ และลงทุนในอนาคตให้ทันท่วงที
ขณะเดียวกัน อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX ได้ให้มุมมองที่แหลมคมว่าในสภาวะเช่นนี้ “ไม่มีปาฏิหาริย์” ใดที่จะช่วยประเทศไทยได้ หากเรายังหลอกตัวเองด้วยตัวเลขจีดีพี หรือเงินทุนสำรองที่มีอยู่เดิม เพราะความจริงคือประเทศไทยกำลังพึ่งพา Cash Cow หรืออุตสาหกรรมเดิมที่เติบโตต่ำมากเกินไป จนเครื่องยนต์เหล่านี้เริ่มอ่อนแรงลงทุกขณะ
โจทย์ใหญ่: เครื่องยนต์เดิมจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?
โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขการเติบโต แต่คือการตั้งคำถามว่าเครื่องยนต์เดิมอย่างภาคการส่งออกหรือการท่องเที่ยวจะอยู่กับเราได้อีกนานแค่ไหน หากรัฐบาลยังคงใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็ไม่ต่างจากการเผาไหม้ทรัพยากรให้ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จนอาจนำไปสู่วงจรอับจน ที่รัฐเก็บภาษีได้น้อยลง มีเงินลงทุนลดลง และเศรษฐกิจจะยิ่งโตยากขึ้นเป็นทวีคูณ
สิ่งที่ไทยขาดในยุค AI ไม่ใช่ “ความคิด” แต่คือ “ความตั้งใจที่จะลงมือทำ” เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของกลยุทธ์ แต่เป็นเรื่องของ “การตัดสินใจที่ยาก” ว่าเราจะเอาทรัพยากรที่มีจำกัดไปเลี้ยงของเดิมที่กำลังจะตาย หรือจะกล้าเสี่ยงสร้างของใหม่ขึ้นมาแทนที่
สรุป: 'รอด' ก่อน 'รวย' ด้วยการตัดสินใจที่กล้าหาญ
ท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศต้องทำคือการสร้างความเชื่อมั่นว่าเราจะเดินไปในทิศทางใดอย่างต่อเนื่องและชัดเจน สรุปใจความสำคัญได้ว่า วันนี้ประเทศไทยยังไม่ต้อง “รวย” แต่ต้อง “รอด” ให้ได้ ซึ่งคำว่ารอดในที่นี้หมายถึงการไม่ติดกับดักเก่า มีอนาคตรองรับ และคนทั้งระบบพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
การกล้าตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวด แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้ชนะในสมรภูมิระเบียบโลกใหม่นี้ได้อย่างยั่งยืน



