ทำไมแอร์มีกลิ่นเหม็นอับ? เปิดสาเหตุและวิธีแก้ไขทำเองได้ง่ายๆ
เหนื่อยมาทั้งวัน กลับมาถึงห้องร้อนๆ สิ่งแรกที่เรามักจะทำคือการพุ่งตัวไปกดรีโมทเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำใจ แต่แทนที่จะได้สัมผัสลมเย็นสดชื่น บางครั้งกลับต้องสะดุ้งกับกลิ่นอับชื้นที่โชยมาเตะจมูกชวนปวดหัว จนพาลจะหมดอารมณ์พักผ่อนเอาเสียดื้อๆ
ปัญหากลิ่นอับจากแอร์เป็นเรื่องคลาสสิกที่เกิดขึ้นได้กับทุกบ้าน ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริง พร้อมแชร์ทริกเด็ดๆ ในการจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ห้องอีกครั้ง
แอร์มีกลิ่นอับ เกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ส่งกลิ่นอับไม่ได้มาจากไหนไกล แต่เกิดจาก ความชื้นสะสม ภายในตัวเครื่องนั่นเอง เวลาที่แอร์ทำงานจะเกิดกระบวนการควบแน่นของไอน้ำกลายเป็นหยดน้ำอยู่ภายใน ทำให้คอยล์เย็นมีความชื้นสูงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งบวกกับฝุ่นละออง เศษผิวหนัง หรือคราบสิ่งสกปรกต่างๆ ที่แอร์ดูดซับเข้าไปในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้พวกมันเจริญเติบโตก่อตัวเป็นเมือก และส่งกลิ่นอับโชยออกมาพร้อมกับลมแอร์
นอกจากนี้ ท่อน้ำทิ้งอุดตัน หรือการติดตั้งท่อน้ำทิ้งในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ปล่อยปลายท่อลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะโดยตรง ก็อาจทำให้กลิ่นไม่พึงประสงค์จากภายนอกย้อนศรกลับเข้ามาในห้องของเราผ่านทางเครื่องปรับอากาศได้เช่นกัน
วิธีแก้ปัญหาแอร์เหม็นอับ ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
1. ล้างแผ่นกรองอากาศเป็นประจำ
ลองถอดฟิลเตอร์หรือแผ่นกรองอากาศออกมาล้างทำความสะอาดอย่างน้อยทุกๆ 2 สัปดาห์ เพียงแค่นำไปฉีดน้ำล้างฝุ่นออก โดยหลีกเลี่ยงการใช้แปรงขนแข็งขัดแรงๆ เพราะอาจทำให้ตาข่ายเสียหาย จากนั้นนำไปตากในที่ร่มให้แห้งสนิทก่อนใส่กลับเข้าไป การทำแบบนี้นอกจากจะช่วยลดกลิ่นอับได้ดีแล้ว ยังช่วยให้แอร์เย็นเร็วขึ้นและประหยัดไฟได้อีกด้วย
2. เปิดโหมดพัดลมไล่ความชื้นก่อนปิดแอร์
นี่คือทริกง่ายๆ ที่หลายคนมักมองข้าม ก่อนที่คุณจะปิดแอร์หรือออกจากห้องประมาณ 15-30 นาที ให้ลองปรับโหมดจาก Cool (ทำความเย็น) เป็น Fan (โหมดพัดลม) วิธีนี้จะช่วยให้พัดลมภายในแอร์เป่าลมไล่หยดน้ำและความชื้นที่ค้างอยู่บนคอยล์เย็นให้แห้งสนิท ซึ่งเป็นการตัดวงจรการเจริญเติบโตของเชื้อราได้อย่างชะงัด
3. ใช้สเปรย์โฟมล้างแอร์
สำหรับใครที่รู้สึกว่ากลิ่นอับยังฝังลึก ปัจจุบันมีสเปรย์โฟมสำหรับล้างแอร์ด้วยตัวเองวางจำหน่ายทั่วไป เพียงแค่ฉีดโฟมลงไปที่แผงคอยล์เย็นให้ทั่ว ทิ้งไว้ตามเวลาที่ระบุข้างกระป๋อง โฟมจะเข้าไปช่วยสลายคราบสกปรกและเชื้อโรค จากนั้นมันจะละลายกลายเป็นน้ำและไหลออกไปทางท่อน้ำทิ้งเองโดยที่คุณไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ
4. เรียกช่างล้างแอร์ครั้งใหญ่
ทั้งนี้ หากลองทำตามวิธีข้างต้นทั้งหมดแล้ว แต่แอร์ยังมีกลิ่นอับ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องเรียกช่างแอร์มืออาชีพมา ล้างใหญ่ เพื่อถอดชิ้นส่วนภายในออกมาทำความสะอาดอย่างทั่วถึง ซึ่งกิจกรรมนี้ควรทำเป็นประจำทุกๆ 6 เดือนอยู่แล้ว การดูแลเครื่องปรับอากาศไม่เพียงแต่ช่วยกำจัดกลิ่นกวนใจให้หมดไป แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจของเราในระยะยาวอีกด้วย



