มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือ ม.อ.ปัตตานี ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. และมหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ไทย-จีน โดยใช้ "แพะ" เป็นโมเดลหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับรายได้ สร้างอาชีพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน
บริบทการเลี้ยงแพะในจังหวัดชายแดนใต้
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม การบริโภคเนื้อแพะมีความสำคัญทางศาสนา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม เพื่อใช้ในการทำบุญและแบ่งปันให้แก่ผู้ยากไร้ อย่างไรก็ตาม การบริโภคในครัวเรือนยังมีไม่มากนัก เนื่องจากเนื้อแพะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และหาซื้อได้ยากตามท้องตลาดทั่วไป
จากข้อมูลปี พ.ศ. 2567 จังหวัดปัตตานีมีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจำนวน 9,755 ราย มีแพะรวมทั้งสิ้น 51,782 ตัว โดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรเลี้ยงแพะประมาณ 5.3 ตัวต่อครัวเรือน การเลี้ยงแพะส่วนใหญ่เป็นอาชีพเสริม รองจากอาชีพหลัก เช่น การทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ทำนา ประมง ค้าขาย และรับจ้าง รูปแบบการเลี้ยงยังเป็นแบบดั้งเดิม คือปล่อยให้แพะหากินเองตามธรรมชาติ หรือเลี้ยงแบบผูกล่ามในพื้นที่รอบบ้าน ใช้หญ้าธรรมชาติตามทุ่งนาและระหว่างร่องสวนยางพาราหรือสวนผลไม้
สายพันธุ์แพะพื้นเมืองและข้อจำกัด
สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดคือแพะพื้นเมือง ซึ่งมีข้อดีคือปรับตัวได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น มีภูมิต้านทานโรคสูง และใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่าสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ข้อด้อยคือมีขนาดลำตัวเล็ก อัตราการเจริญเติบโตช้า โดยน้ำหนักเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่อยู่ที่ 25–30 กิโลกรัมเท่านั้น
เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดปัตตานีประสบข้อจำกัดหลายประการในการพัฒนาและยกระดับการผลิต เนื่องจากส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและขาดองค์ความรู้ในการปรับปรุงพันธุ์หรือยกระดับพันธุกรรมแพะให้มีประสิทธิภาพด้านผลผลิตทั้งเนื้อและนม
ความร่วมมือไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัยฯ แก้จน
ในโอกาสนี้ ม.อ.ปัตตานีร่วมกับ บพท. ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ไทย–จีน โดยได้เยี่ยมชมฟาร์มแพะของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรเครือข่ายผู้เลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
เสียงจากเกษตรกร: แพะคือจิ๊กซอว์สำคัญของระบบเกษตร
นายมาฮามะ ตุยง ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรเลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด เปิดเผยว่า เริ่มเลี้ยงแพะมาตั้งแต่ปี 2553 และได้พัฒนาระบบการเลี้ยงอย่างจริงจังอีกครั้งในปี 2565 โดยปรับปรุงจากแพะพื้นบ้านเป็นแพะลูกผสม ทำให้ได้น้ำหนักและปริมาณเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังเผชิญปัญหาราคาตกต่ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นตลาดบริโภคแพะขนาดใหญ่ แต่กลับมีการนำเข้าแพะจากนอกพื้นที่และจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาแพะในท้องถิ่นลดลง
ปัจจุบันราคาแพะน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดนิยม อยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัว แต่ในช่วงราคาตกต่ำอาจลดลงเหลือเพียง 1,000 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อตัว ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุน เพื่อลดต้นทุน เกษตรกรจึงหันมาพัฒนาพืชอาหารสัตว์เอง รวมถึงนำมูลแพะและเศษวัสดุเหลือใช้จากฟาร์มมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ใช้ในสวนทุเรียน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมี และสร้างระบบเกษตรแบบหมุนเวียนที่ยั่งยืน
นายมาฮามะกล่าวว่า "แพะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์สำคัญของระบบเกษตร ถ้าขาดไป วงจรก็ไม่สมบูรณ์" พร้อมย้ำว่าการทำเกษตรผสมผสานช่วยเกื้อกูลทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากคณาจารย์ในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่เข้ามาช่วยพัฒนาทั้งด้านการเลี้ยงสัตว์และการจัดการฟาร์ม
ความต้องการบริโภคสูง แต่กำลังการผลิตในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ
ความต้องการบริโภคแพะในพื้นที่ยังคงสูง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและหลักศาสนาอิสลาม เช่น การเฉลิมฉลอง และการตั้งชื่อทารกแรกเกิด โดยหากเป็นเด็กผู้ชายจะใช้แพะ 2 ตัว และเด็กผู้หญิงใช้ 1 ตัว ทำให้ปริมาณแพะในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ และต้องนำเข้าจากภายนอก ทั้งนี้ แพะในพื้นที่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของความต้องการ ขณะที่อีก 90% มาจากต่างพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ซึ่งมีต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่า
ในด้านตลาด หากเลี้ยงแพะให้มีน้ำหนักเกิน 20 กิโลกรัม ซึ่งไม่เป็นที่นิยมบริโภคในพื้นที่ มักส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ขณะที่ราคาจำหน่ายในไทยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 150 บาท (ขายส่ง) และ 180 บาท (ขายปลีก) ส่วนในประเทศจีน ราคาสูงถึงประมาณกิโลกรัมละ 180–190 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณเนื้อ
โมเดล "แพะแก้จน" ครบวงจร จาก ม.อ.ปัตตานี
รศ.เทียนทิพย์ ไกรพรม หัวหน้าปฏิบัติการแก้จนห่วงโซ่ปศุสัตว์ โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า โครงการยกระดับการเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งถือเป็นอาชีพสำคัญของประชาชนในระดับครัวเรือน และมีศักยภาพต่อยอดสู่เศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าวดำเนินการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แพะคุณภาพดี ลดต้นทุนอาหารซึ่งสูงถึง 70% ด้วยการนำเศษเหลือจากอุตสาหกรรมประมงและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาผลิตอาหารสัตว์ พร้อมส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าเนเปียร์และหม่อน รวมถึงการวิจัยพืชชนิดใหม่เพื่อใช้เลี้ยงแพะ
นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย มาหมักเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร อีกทั้งยังมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพสัตว์ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาพยาธิ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการตายของแพะในพื้นที่ ผ่านการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ และการใช้สมุนไพรท้องถิ่นควบคู่กับการรักษาทางสัตวแพทย์ รวมถึงการออกแบบคอกแพะแบบเคลื่อนย้ายได้ เพื่อรองรับปัญหาน้ำท่วม
โครงการยังรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน เพื่อยกระดับสายพันธุ์แพะในพื้นที่ โดยเฉพาะพันธุ์นูเบียนที่เหมาะต่อการเลี้ยงและให้ผลผลิตสูง ตลอดจนการผลิตเนื้อแพะ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงภาคเอกชนกับตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แพะในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ ทำให้ครัวเรือนยากจนที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการจำนวน 172 ครัวเรือน หรือ 1,629 คน ขณะที่ครัวเรือนยากจนที่เข้าร่วมจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,750-3,500 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน (รายได้เดิมโดยเฉลี่ย 4,500-5,000 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน) นอกจากนี้ยังได้จำนวนแพะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 เท่าต่อครัวเรือน และยังทำให้เกิดที่ดินแปลงรวมสำหรับผลิตอาหารหยาบ ได้แก่ ใบหม่อน และ หญ้าเนเปีย กว่า 90 ไร่
ผู้เชี่ยวชาญจีนเสนอ 5 เทคโนโลยีเลี้ยงแพะ ยกระดับปศุสัตว์ปัตตานี
นาย Zeng Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะ จากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตวบาล มหาวิทยาลัยกว่างซี เปิดเผยแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงแพะ โดยระบุว่า การเลี้ยงแพะถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนของครัวเรือนในประเทศจีน โดยเฉพาะในเขตกว่างซีที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสม อีกทั้งผู้บริโภคนิยมบริโภค "แพะดำ" ทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมอาหารที่มีความสำคัญ
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกว่างซีได้ลงพื้นที่ศึกษาฟาร์มเลี้ยงแพะในจังหวัดปัตตานี พบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับพื้นที่กว่างซี จึงได้นำเสนอ 5 เทคโนโลยีหลักที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับการผลิตและลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
เทคโนโลยีที่ 1: การปรับปรุงพันธุ์แพะ
ใช้แพะพื้นเมืองผสมกับพันธุ์นูเบียน ซึ่งเป็นแพะนม เพื่อเพิ่มผลผลิตและให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสายพันธุ์จำเป็นต้องคำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก
เทคโนโลยีที่ 2: การพัฒนาอาหารสัตว์
เน้นการใช้พืชและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่น เช่น หญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า หญ้ากินนี หญ้ารูซี่ รวมถึงชานอ้อย เศษผลไม้ และซากดอกมะลิ ซึ่งมีโปรตีนสูงถึง 20–25% นำมาหมักเป็นอาหารเสริม ช่วยให้แพะเจริญเติบโตเร็วและเพิ่มน้ำหนักได้ดี
เทคโนโลยีที่ 3: การจัดการฟาร์ม
เน้นการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ แยกคอกตามประเภทและช่วงอายุของแพะ พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับการเลี้ยงให้เป็นระบบอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีที่ 4: การป้องกันโรค
เน้นมาตรการเชิงป้องกันควบคู่กับการควบคุม เช่น การฉีดวัคซีน และการฆ่าเชื้อฟาร์มอย่างสม่ำเสมอทุก 7–10 วัน เพื่อลดปัญหาโรคและพยาธิ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบทั้งในไทยและจีน
เทคโนโลยีที่ 5: การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร
ตั้งแต่การเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับและมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง
บพท. จับมือ "มณฑลกวางสี" เดินหน้าโมเดลแก้จนไทย-จีน นำร่อง 4 จังหวัดยากจน
รศ.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เปิดเผยถึงการนำคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยกวางซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทยว่า ได้เลือก 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่จังหวัดกาฬสินธุ์ การยกระดับการผลิตและแปรรูปข้าวที่จังหวัดร้อยเอ็ด การเลี้ยงแพะแก้จนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และการพัฒนาระบบเลี้ยงควายปลักที่จังหวัดพัทลุง
รศ.อุเทน กล่าวว่า ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งจีนประสบความสำเร็จในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความยากจน อีกทั้งมีบริบททางภูมิศาสตร์และพหุวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน "กุญแจบานแรก" ที่จะช่วยให้ไทยสามารถนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ของจีนมาปรับใช้แก้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตรของไทย
"ต้องสร้างจุดแข็งของแต่ละจังหวัด หากพื้นที่อื่นต้องการขยายเรื่องกุ้งก้ามกราม ก็ให้จังหวัดกาฬสินธุ์เป็น Node ในการขยายผล เป็น Role Model หรือบุคคลต้นแบบ อะไรที่ยังขาด ก็สามารถดึงผ่านพอร์ตของกาฬสินธุ์ได้ อย่างเช่น เรื่องแพะก็ต้องมาผ่านพอร์ตของ ม.อ. ปัตตานี ให้เติบโตเป็นคลัสเตอร์ เป็นคลัสเตอร์แพะ คลัสเตอร์กุ้งก้ามกราม คลัสเตอร์เรื่องข้าวหอม เป็นต้น ในอนาคตถ้า 4 ตัวนี้ประสบความสำเร็จ เห็นผลภายใน 1-2 ปี ผมเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะผลักดันให้ขยายความร่วมมือต่อเนื่อง"
คณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยกวางซียินดีให้การสนับสนุนแก่นักวิจัยไทยอย่างเป็นรูปธรรมในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ (Aquaculture Sandbox) โดยนำร่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และปรับปรุงพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้มีภูมิต้านทานโรค โตเร็ว มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล สำหรับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ คณะนักวิจัยจะช่วยพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนต่อภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม ดินด่าง ดินเค็ม ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิตข้าว เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพสูง ส่วนแพะ จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์และห่วงโซ่การผลิตแพะคุณภาพสูง ในส่วนของควายน้ำ จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นควายที่ให้น้ำนมที่มีสารอาหารทรงคุณค่าและมีมูลค่าสูง
ก้าวต่อไปของความร่วมมือคือการเปลี่ยนจากแผนสู่การปฏิบัติผ่านการจัดตั้ง "Joint Lab" หรือห้องปฏิบัติการร่วมในแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างโมเดลต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญคือการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยผู้เชี่ยวชาญจีนต้องรายงานผู้ใหญ่ในระดับมณฑลและรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายไทยจะนำเสนอต่อนายกิตติ สัจจวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เพื่อรายงานไปยังรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและประสานงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เพื่อให้ความร่วมมือไทย-จีนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต



