ในทุกองค์กร มักจะมีบุคลากรประเภทหนึ่งที่ดูเหมือนทำงานหนักตลอดเวลา พูดเก่ง พรีเซนต์ดี แต่เมื่อถึงเวลาต้องส่งมอบผลงาน กลับพบว่าเนื้องานนั้นกลวงโบ๋หรือแทบไม่มีชิ้นงานที่เป็นรูปธรรมออกมา คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า 'คนทำงานสายการแสดง' ซึ่งสร้างความเหนื่อยล้าให้เพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก
พฤติกรรมที่สังเกตได้ของคนทำงานสายการแสดง
ตอบแชตไว พรีเซนต์เก่ง แต่เนื้องานกลวง
คนกลุ่มนี้มักจะตอบสนองในกลุ่มไลน์หรืออีเมลได้รวดเร็ว โดยเฉพาะการตอบ 'รับทราบ' เป็นคนแรก หรือการส่งอีเมล CC ผู้บริหารเพื่อให้ดูเป็นคนกระตือรือร้น แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำจริง กลับเงียบหาย อ้างงานเยอะ หรือโยนงานให้คนอื่นทำแทน
นักประดิษฐ์วาทกรรมและผู้รักการประชุม
พวกเขามักใช้ศัพท์เทคนิคหรูหราในการประชุมเพื่อสร้างภาพว่าฉลาดและมีวิสัยทัศน์ เสนอไอเดียใหญ่โตแต่ขาดแผนปฏิบัติการ และชอบนัดประชุมซ้ำซาก ทำให้งานที่ควรเสร็จในห้านาทีกลายเป็นวาระที่ต้องใช้เวลาถกเถียงกันครึ่งวัน
โผล่มาตอนตัดริบบิ้นและเคลมผลงาน
ในช่วงที่โปรเจกต์ลำบาก พวกเขาจะอ้างว่าติดธุระสำคัญ แต่เมื่องานสำเร็จจะรีบกระโดดเข้ามาพรีเซนต์ผลงานราวกับเป็นคนสำคัญ สร้างความท้อแท้ให้คนทำงานจริงที่ทุ่มเทมาตลอด
ผลกระทบต่อองค์กร
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงทำลายกำลังใจของทีม แต่ยังเป็นเนื้อร้ายที่กัดกร่อนวัฒนธรรมองค์กร คนทำงานจริงอาจหมดไฟและลาออก ในขณะที่คนสร้างภาพยังคงอยู่ ทำให้องค์กรสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถ
วิธีรับมือกับคนทำงานสายการแสดง
บันทึกทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
เมื่อมีการตกลงเรื่องงาน ควรทำสรุปส่งทางอีเมลหรือแชตกลุ่ม ระบุหน้าที่และกำหนดส่งให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการปฏิเสธความรับผิดชอบ
กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจน
ในการทำงานเป็นทีม ให้แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ และระบุผู้รับผิดชอบหลักตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้รู้ทันทีว่าใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา
ใจแข็งและเลิกเป็นเดอะแบก
หากงานของเขาไม่เสร็จ ควรสะท้อนปัญหาตรงๆ หรือปล่อยให้เขารับผลที่ตามมาเอง เพื่อให้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ
สำหรับหัวหน้า วัดผลที่ชิ้นงาน ไม่ใช่ความยุ่ง
หัวหน้าควรเปลี่ยนมาตรวัดความสำเร็จ โดยให้คุณค่ากับผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าภาพลักษณ์ที่ดูยุ่งวุ่นวาย เพื่อคืนความยุติธรรมให้คนทำงานจริง
ในโลกของการทำงาน ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมย่อมมีคุณค่ามากกว่าการแสดง การรู้เท่าทันและมีวิธีรับมือที่ถูกต้องจะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงและยุติธรรมสำหรับทุกคน



