สภาการพยาบาลฟันธง! 'หมอปลาย' ถูกตั้งข้อหาหนัก ฐานให้ข้อมูลเท็จ
สภาการพยาบาลฟันธง 'หมอปลาย' ถูกตั้งข้อหาหนัก ฐานให้ข้อมูลเท็จ

สภาการพยาบาลชี้ 'หมอปลาย' ผิดจรรยาบรรณร้ายแรง

สภาการพยาบาลมีมติชี้ขาดกรณี 'หมอปลาย' หรือ นพ.ปลาย อรรถเวทย์กุล แพทย์ชื่อดังที่ถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาโควิด-19 ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยคณะกรรมการจริยธรรมของสภาการพยาบาลได้พิจารณาหลักฐานอย่างละเอียดและมีมติเอกฉันท์ว่าการกระทำของหมอปลายเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างร้ายแรง

ข้อหาหนัก 'ให้ข้อมูลเท็จ' เสี่ยงเพิกถอนใบอนุญาต

ข้อหาหลักที่หมอปลายถูกตั้งคือ การให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 โดยสภาการพยาบาลระบุว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบบสาธารณสุขและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่หลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว

บทลงโทษสูงสุดถึงเพิกถอนใบอนุญาต

นายกสภาการพยาบาล ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาโทษตามความร้ายแรงของการกระทำ ซึ่งมีโทษตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต ไปจนถึงเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยคดีของหมอปลายเข้าข่ายร้ายแรงจึงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถประกอบวิชาชีพแพทย์ในประเทศไทยได้อีกต่อไป

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หมอปลายมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ หมอปลายมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของสภาการพยาบาลภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย โดยในระหว่างการอุทธรณ์ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของหมอปลายยังคงมีผลบังคับใช้ตามปกติ แต่หากอุทธรณ์ไม่สำเร็จ โทษเพิกถอนใบอนุญาตจะมีผลทันที

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ที่มาของคดี: หมอปลายเผยแพร่ข้อมูลโควิด-19 ขัดแย้งกับองค์การอนามัยโลก

ก่อนหน้านี้ หมอปลายได้โพสต์ข้อความและคลิปวิดีโอในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีผู้ติดตามกว่า 2 ล้านคน โดยแนะนำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ใช้ยาบางชนิดที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ รวมถึงการปฏิเสธประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งขัดแย้งกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุข ต่อมา มีการร้องเรียนจากประชาชนและองค์กรวิชาชีพให้สภาการพยาบาลตรวจสอบ

ผลกระทบต่อสังคมและวงการแพทย์

กรณีนี้สร้างความตื่นตัวในสังคมไทยเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบุคลากรทางการแพทย์ในการสื่อสารข้อมูลสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโรคระบาดที่ข้อมูลเท็จอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำกับดูแลจริยธรรมของแพทย์ในยุคโซเชียลมีเดีย

สภาการพยาบาลย้ำไม่ละเว้นผู้กระทำผิด

นายกสภาการพยาบาลย้ำว่า สภาการพยาบาลจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่กระทำผิดจรรยาบรรณ โดยไม่ละเว้นเพื่อรักษามาตรฐานวิชาชีพและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ และตรวจสอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้